
ฮอร์โมนวัยทองแบบทาดีกว่าแบบกินจริงหรือ? ผู้เชี่ยวชาญชี้คำตอบไม่ได้อยู่ที่ดีกว่าแต่อยู่ที่ เหมาะกับร่างกายของแต่ละคนเมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนหรือวัยทองระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลงอาจทำให้ผู้หญิงหลายคนเผชิญอาการต่างๆ เช่น ร้อนวูบวาบเหงื่อออกกลางคืนนอนไม่หลับอารมณ์แปรปรวนช่องคลอดแห้งและเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนในระยะยาว ทำให้การรักษาด้วยฮอร์โมนทดแทน (Hormone Replacement Therapy: HRT) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยบรรเทาอาการและยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างไรก็ตามคำถามที่หลายคนสงสัยคือฮอร์โมนแบบทาดีกว่าแบบกินจริงหรือไม่? คำตอบจากข้อมูลทางการแพทย์คือ ไม่มีรูปแบบใดดีที่สุดสำหรับทุกคนแต่แพทย์จะเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับสุขภาพความเสี่ยงและความต้องการของผู้ป่วยแต่ละราย ฮอร์โมนแบบกินกับแบบทาต่างกันอย่างไร? ฮอร์โมนเอสโตรเจนแบบรับประทานจะถูกดูดซึมผ่านระบบทางเดินอาหารและต้องผ่านการทำงานของตับก่อนเข้าสู่กระแสเลือด (First-pass metabolism) ซึ่งอาจส่งผลต่อการสร้างโปรตีนบางชนิดของตับและสัมพันธ์กับความเสี่ยงของภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำที่สูงกว่าในบางรายในขณะที่ฮอร์โมนเอสโตรเจนแบบทาผิวหนัง (Transdermal Estrogen) ไม่ว่าจะเป็นแผ่นแปะเจลหรือสเปรย์จะดูดซึมผ่านผิวหนังเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรงไม่ต้องผ่านกระบวนการดังกล่าวที่ตับจึงมีผลกระทบต่อการแข็งตัวของเลือดน้อยกว่าและมักถูกพิจารณาใช้ในผู้หญิงที่มีปัจจัยเสี่ยงด้านหลอดเลือดหรือเคยมีประวัติลิ่มเลือดอุดตันแบบทาเหมาะกับใครบ้าง? แพทย์อาจพิจารณาเลือกใช้ฮอร์โมนแบบทาในผู้ที่มีปัจจัยต่อไปนี้
- มีความเสี่ยงต่อภาวะลิ่มเลือดอุดตัน
- มีโรคอ้วน หรือมีดัชนีมวลกาย (BMI) สูง
- สูบบุหรี่
- มีโรคหัวใจและหลอดเลือดบางชนิด
- มีโรคตับ หรือจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการใช้ฮอร์โมนที่ผ่านตับ
ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกคนควรเลือกใช้แบบทาเพราะผู้ป่วยแต่ละรายมีข้อบ่งชี้และข้อจำกัดที่แตกต่างกันแบบทาไม่ได้ปลอดภัย 100% แม้ว่าฮอร์โมนแบบทาจะมีข้อดีในบางด้านแต่ก็ยังอาจเกิดผลข้างเคียงได้ เช่น ระคายเคืองผิวหนังเจ็บคัดเต้านมหรือมีเลือดออกผิดปกติรวมถึงยังมีข้อห้ามใช้ในผู้ป่วยบางกลุ่ม เช่น ผู้ที่เคยเป็นมะเร็งเต้านมมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกเลือดออกทางช่องคลอดที่ยังไม่ทราบสาเหตุหรือโรคบางชนิดที่แพทย์เห็นว่าไม่เหมาะสมกับการใช้ฮอร์โมนนอกจากนี้คำว่าฮอร์โมนธรรมชาติหรือ Bioidentical Hormone ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยสำหรับทุกคนการใช้ฮอร์โมนทุกชนิดควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้นก่อนเริ่มใช้ฮอร์โมนควรได้รับการประเมินอย่างละเอียดก่อนเริ่มการรักษา แพทย์จะพิจารณาปัจจัยสำคัญหลายด้านได้แก่
- อาการและความรุนแรงของวัยทอง
- อายุและระยะเวลาหลังหมดประจำเดือน
- ความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
- ความเสี่ยงการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน
- สุขภาพกระดูกและความเสี่ยงกระดูกพรุน
- ประวัติการเป็นมะเร็งของตนเองและครอบครัว
- โรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่ และผลการตรวจสุขภาพที่เกี่ยวข้อง
การติดตามอาการและประเมินผลการรักษาเป็นระยะก็มีความสำคัญไม่แพ้การเริ่มใช้ยาเพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดและลดความเสี่ยงจากผลข้างเคียงสรุปฮอร์โมนวัยทองไม่มีคำตอบว่าแบบทาหรือแบบกินดีกว่ากันเพราะแต่ละวิธีมีข้อดีข้อจำกัดและเหมาะกับผู้ป่วยต่างกันสิ่งสำคัญที่สุดคือการได้รับการประเมินจากแพทย์เพื่อเลือกชนิดขนาดยาและวิธีใช้ที่เหมาะสมกับสุขภาพของแต่ละคนการเติมฮอร์โมนที่ดีที่สุดไม่ใช่การเติมให้มากที่สุดแต่คือการเติมให้ พอดีปลอดภัยและเหมาะกับร่างกายของเรา
Leave a Reply