
การตรวจสุขภาพประจำปีหลายคนคุ้นเคยกับการลุ้นผลแล็บไขมันในเลือดและมักตั้งคำถามสั้นๆว่าสูงเกินเกณฑ์หรือยัง ต้องกินยาไหม? แต่ในมุมมองของอายุรแพทย์โรคหัวใจการอ่านค่าไขมันไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขโดดๆเสมอไปเพราะความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจและสมองในระยะยาวถูกกำหนดด้วยปัจจัยที่ซับซ้อนกว่านั้น นพ.อกนิษฐ์ ศรีสุขวัฒนา (หมอแอร์) อายุรแพทย์โรคหัวใจและผู้ชำนาญการด้าน Sports Cardiology จากโรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ได้สรุปสาระสำคัญเพื่อช่วยให้เราเข้าใจเรื่องไขมันในเลือดอย่างถูกต้องดังนี้ครับ
1. ทำความรู้จัก 4 ค่าไขมันพื้นฐาน
การตรวจไขมันมาตรฐานโดยทั่วไปประกอบด้วย
- Total Cholesterol (คอเลสเตอรอลรวม) ปริมาณคอเลสเตอรอลทั้งหมดในร่างกาย
- Triglyceride (ไตรกลีเซอไรด์) ไขมันที่สะท้อนพฤติกรรมการกินและเมตาบอลิก เช่น แป้ง น้ำตาล น้ำหนักเกินและภาวะดื้อต่ออินซูลินหากสูงเกิน 500 mg/dL ควรพบแพทย์ด่วนเพราะเสี่ยงตับอ่อนอักเสบ
- LDL-C (โลว์เดนซิตี้ไลโปโปรตีน) คอเลสเตอรอลในอนุภาค LDL หากมีมากและสะสมนาน จะเกาะผนังหลอดเลือดจนเกิดคราบไขมัน (Plaque)
- HDL-C (เอชดีแอล) ไขมันดีที่มีบทบาทช่วยเก็บกวาดคอเลสเตอรอลส่วนเกินแต่ไม่สามารถล้างความเสี่ยงจากปัจจัยอื่นๆ ทั้งหมดได้
2. ไขมันดี (HDL) สูง ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยเสมอไป
ความเชื่อที่ว่ามี HDL สูงแล้วจะช่วยหักล้างความเสี่ยงจาก LDL ที่สูงได้นั้นไม่เป็นความจริง แม้ HDL จะทำหน้าที่เป็นตัวกวาดไขมันแต่หาก LDL-C ของคุณสูงและเรื้อรังหลอดเลือดก็ยังคงเสียหายได้ ไม่ควรปล่อยปละละเลยโดยคิดว่ามีไขมันดีมาช่วยคุ้มกัน
3. ไขมันตัวร้ายเมื่อปริมาณกับจำนวนอนุภาค ไม่เท่ากัน
หัวใจสำคัญที่หลายคนยังไม่รู้คือ LDL-C เท่ากันแต่ความเสี่ยงของแต่ละคนอาจไม่เท่ากัน
- LDL-C เปรียบเสมือนปริมาณสินค้าที่บรรทุก
- ApoB (Apolipoprotein B) เปรียบเสมือนจำนวนรถบรรทุก
ApoB คือโปรตีนบนอนุภาคไขมันตัวร้ายที่ก่อให้เกิดคราบในหลอดเลือด (เช่น LDL, VLDL remnant) การตรวจ ApoB จึงเป็นการนับจำนวนรถบรรทุกยิ่งมีรถบรรทุกมากโอกาสที่สินค้าจะตกค้างและชนเข้ากับผนังหลอดเลือดก็ยิ่งสูงตามโดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวานอ้วนลงพุงหรือมีไตรกลีเซอไรด์สูงการตรวจ ApoB เพิ่มเติมจะช่วยประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำยิ่งขึ้น นอกจากนี้ค่า non-HDL-C (คอเลสเตอรอลรวมลบด้วย HDL) ก็เป็นอีกหนึ่งค่าที่มีประโยชน์อย่างมากในการประเมินความเสี่ยงสำหรับคนกลุ่มนี้
4. ความเสี่ยงที่ถูกกำหนดด้วยพันธุกรรม
Lp(a) หรือ Lipoprotein(a) มีโครงสร้างคล้าย LDL แต่พ่วงโปรตีนพิเศษเพิ่มเข้ามาระดับของ Lp(a) ถูกกำหนดโดยพันธุกรรมเป็นหลักไม่ค่อยขึ้นกับอาหารการกินหากมีค่าสูงจะเพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจสมองและโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบจากหินปูนแนะนำให้ผู้ใหญ่ทุกคนควรตรวจค่านี้อย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต (ระดับตั้งแต่ 75 nmol/L หรือ 30 mg/dL ขึ้นไปถือว่าสูง)
5. แนวทางการรักษาที่แท้จริงประเมินจาก ความเสี่ยงรวม
แพทย์ไม่ได้ดูแค่ค่า LDL-C ตัวเดียวในการตัดสินใจรักษาแต่จะนำปัจจัยรอบด้านมาประเมินร่วมกันผ่านเครื่องมือคำนวณความเสี่ยง (เช่น Thai CV Risk Score, PREVENT หรือ SCORE2) ได้แก่
- อายุและเพศ
- ระดับความดันโลหิต
- ภาวะเบาหวานและโรคไต
- ประวัติการสูบบุหรี่และประวัติครอบครัว
- ผลตรวจเชิงลึก เช่น ApoB, Lp(a) หรือคราบหินปูนในหลอดเลือด
การดูแลสุขภาพหลอดเลือดจึงไม่ใช่การวิ่งไล่ตามตัวเลขเดี่ยวๆแต่เป็นการมองภาพรวมระยะยาวเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือวางแผนการใช้ยาให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่แท้จริงของร่างกายเราครับ
Leave a Reply