
โดยผู้เชี่ยวชาญด้านอุทกศาสตร์ (Hydrography) จากทั่วโลก ออกมาเตือนว่าสภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่กำลังรุนแรงขึ้นทุกขณะ อาจเป็นตัวกระตุ้นให้มีเหตุดินถล่มครั้งใหญ่ที่ก้นมหาสมุทรแอนตาร์กติก จนเกิดคลื่นยักษ์สึนามิขนาดมหึมาซัดถล่มซีกโลกใต้ได้ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติจากสหรัฐฯ ยุโรป และเอเชีย ตีพิมพ์ผลการศึกษาข้างต้นลงในวารสาร Nature Communications เมื่อวันที่ 18 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยชี้ว่าเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเคยเกิดขึ้นมาแล้วถึงสองครั้งเมื่อหลายล้านปีก่อน ระหว่างที่โลกอยู่ในช่วงมีอุณหภูมิสูงขึ้นและเกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเหมือนกับทุกวันนี้ดร. เจนนี เกลส์ ผู้นำทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยพลีมัธของสหราชอาณาจักรบอกว่าคลื่นยักษ์ สึนามิขนาดมหึมาเนื่องจากเหตุชั้นตะกอนก้นมหาสมุทรพังถล่มเคยเกิดขึ้นมาแล้วในยุคดึกดำบรรพ์เมื่อราว 3 ล้านปีก่อน และเมื่อ 15 ล้านปีก่อน ซึ่งล้วนเป็นช่วงเวลาที่เกิดสภาวะโลกร้อน ทำให้มีคลื่นยักษ์ซัดถล่มภูมิภาคอเมริกาใต้ นิวซีแลนด์ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งอาจทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากหากเกิดขึ้นในยุคปัจจุบันอย่างไรก็ตามทีมผู้วิจัยยังไม่สามารถคำนวณได้ว่าคลื่นยักษ์สึนามิขนาดมหึมาที่อาจซัดถล่มซีกโลกใต้อีกครั้งนี้ จะมีขนาดและความสูงเป็นเท่าใดกันแน่ แต่พวกเขาคาดว่าน่าจะมีขนาดไม่เล็กไปกว่า “สึนามิแกรนด์แบงส์” (The Grand Banks Tsunami) เมื่อปี 1929 ที่ซัดถล่มชายฝั่งเขตนิวฟาวด์แลนด์ของแคนาดา โดยมีความสูงถึง 13 เมตร นอกจากนี้ คลื่นยักษ์จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศดังกล่าว น่าจะมีขนาดใหญ่กว่าสึนามิที่ถล่มปาปัวนิวกินีเมื่อปี 1998 ซึ่งมีความสูงถึง 15 เมตร และทำให้มีผู้เสียชีวิตไป 2,200 คน เพราะใครไม่เปลี่ยน แต่โลกกำลังเปลี่ยน
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : https://web.facebook.com/photo/?fbid=345323578038520&set=a.262132949690917
Leave a Reply