
โรคโควิด-19 : เป็นโรคประจำถิ่นที่ไม่หายไปไหน คาดว่าจะมีผู้ติดเชื้อไม่น้อยกว่า 649,520 คน และอาจต้องนอน รพ.จำนวน 38,672 คน และคาดว่ามีผู้เสียชีวิต 852 ราย ซึ่งโควิดตอนนี้ยังคงเป็นเชื้อโอไมครอน ยังไม่เปลี่ยนสายพันธุ์ ความรุนแรงยังเหมือนเดิม ประกอบกับเรามีภูมิคุ้มกันส่วนใหญ่ แนวโน้มจึงยังไม่เปลี่ยนแปลง แต่การติดต่อยังติดได้เช่นเดิม แม้เคยติดแล้วก็ยังติดซ้ำได้
โรคไข้หวัดใหญ่ : คาดว่าจะพบผู้ป่วยสูงช่วงเดือนพฤษภาคมหรือมิถุนายนเป็นต้นไป สำหรับการป้องกันยังคงแนะนำให้ฉีดวัคซีนประจำปี 1 ครั้ง ซึ่งองค์การอนามัยโลก(WHO) แนะนำว่าวัคซีนแต่ละปีควรจะเป็นเชื้อตัวใด ซึ่งกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เตรียมวัคซีนพร้อมให้กับกลุ่มเสี่ยง ทั้งผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตามหากพบว่าตนเองป่วยควรหยุดเรียน-หยุดงาน 3-7 วัน จนกว่าจะหาย และสวมหน้ากาก ไม่คลุกคลีผู้ป่วยทางเดินหายใจ ไม่ใช้สิ่งของร่วมกัน ล้างมือบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงสถานที่เสี่ยง
ไข้เลือดออก : คาดว่าจะพบผู้ป่วยสูงช่วงเดือนเมษายน และพฤษภาคม การป้องกันเน้นไม่ให้ยุงกัด โดยทายากันยุง สวมเสื้อผ้าแขนขายาว นอนในมุ้ง กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายทุกสัปดาห์ สำหรับอาการที่ต้องรีบพบแพทย์คือ ไข้สูงลอย เจ็บชายโครง
12 โรคต้องเฝ้าระวังปี 67
1.โรคมือเท้าปาก
คำแนะนำ – ผู้ป่วยส่วนใหญ่ของโรคมือเท้าปาก คือ เด็กเล็กที่อยู่ในชั้นวัยเรียนในระดับอนุบาล ขณะเดียวกันผู้ใหญ่ก็มีโอกาสป่วยได้เช่นกัน ซึ่งกรมควบคุมโรค แนะนำการดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลจะช่วยได้ โดยให้หมั่นล้างมือ ไม่คลุกคลีหรือใช้ภาชนะร่วมกับผู้อื่น รวมถึงหลีกเลี่ยงการไปสถานที่แออัด คนพลุกพล่าน
2.โรคหัด
คำแนะนำ – หากมีไข้ ผื่น ร่วมกับอาการไอ มีน้ำมูก หรือตาแดง ให้รีบไปพบแพทย์ หากวินิจฉัยแล้วเป็นโรคหัด ให้หยุดเรียน หยุดทำงาน หลีกเลี่ยงการเดินทางไปที่สาธารณะ และสถานที่แออัดอย่างน้อย 4 วัน เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ นอกจากนี้ ให้สวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือ รวมถึงหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น
3.โรคฝีดาษวานร
คำแนะนำ – หลีกเลี่ยงการสัมผัสแนบชิดกับคนแปลกหน้า และหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ที่มีความเสี่ยง เช่น เปลี่ยนคู่นอนหลายคน เป็นต้น หากมีผื่น ตุ่ม เกิดขึ้นบริเวณร่างกาย ควรรีบไปพบแพทย์โดยเฉพาะคนที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ
4.โรคเมลิออยโดซิส (ไข้ดิน)
คำแนะนำ – กลุ่มเสี่ยงคือเกษตรกร ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ไตวายเรื้อรัง หรือมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หากทำการเกษตรควรสวมรองเท้าบู๊ท ถุงมือยางโดยเฉพาะเมื่อต้องสัมผัสดินและน้ำ ทั้งการย่ำน้ำ ลุยโคลน ทำสวน ทำไร่ หรือแม้แต่ปลูกผัก ควบคู่ไปกับการดื่มน้ำสะอาดบรรจุขวด เมื่อมีอาการผิดปกติ เช่น ไม่ไข้ หายใจเหนื่อยหอบ ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาในทันที
5.โรคฉี่หนู
คำแนะนำ – หากย่ำน้ำ ลุยโคลน ต้องสวมอุปกรณ์ป้องกัน เช่น รองเท้าบู๊ท ถุงมือยาง เมื่อกลับถึงบ้านให้รีบล้างมือ อาบน้ำ หรือทำความสะอาดร่างกาย หากมีไข้ ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อโดยเฉพาะที่บริเวณน่องขา หรือโคนขา หลังลุยน้ำ 1-2 สัปดาห์ ให้รีบพบแพทย์ทันที
6.โรคไข้หูดับ
คำแนะนำ – หากทำงานเกี่ยวข้องกับหมู หรือชิ้นส่วนหมูสด ต้องสวมถุงมือยาง รองเท้าบู๊ท และต้องทำความสะอาดร่างกายทันทีหลังสัมผัสหมู ขณะเดียวกัน ให้รับประทานเฉพาะเนื้อหมูที่ปรุงสุก และเลือกซื้อหาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ หากมีไข้ มีอาการสับสน คอแข็ง หูหนวกฉับพลันหรือแม้แต่การได้ยินลดลงเฉียบพลัน ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที
7.โรคไวรัสซิกา
ไวรัสซิกามียุงเป็นพาหะนำโรค แนะนำให้ผู้ป่วยทายากันยุง จุดยาไล่ยุง นอนในมุ้งหรือในห้องที่มีมุ้ง หลีกเลี่ยงแหล่งยุงชุกชุม ให้กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายบริเวณบ้าน ชุมชน เป็นประจำทุกสัปดาห์ เช่น คว่ำหรือทำลายภาชนะขังน้ำ แก้ว ยางรถยนต์ กะลามะพร้าว แจกัน รวมถึงภาชนะอื่น ๆ
8.โรคชิคุนกุนยา
คำแนะนำ – สำหรับโรคชิคุนกุนยา มีคำแนะนำเหมือนกับโรคติดเชื้อไวรัสซิกา คือ แนะนำให้ผู้ป่วยทายากันยุง จุดยาไล่ยุง นอนในมุ้งหรือในห้องที่มีมุ้ง หลีกเลี่ยงแหล่งยุงชุกชุม รวมไปถึงยังให้กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายบริเวณบ้าน ชุมชน เป็นประจำทุกสัปดาห์ เช่น คว่ำหรือทำลายภาชนะขังน้ำ แก้ว ยางรถยนต์ กะลามะพร้าว แจกัน รวมถึงภาชนะอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน
9.โรคซิฟิลิส
คำแนะนำ – ลดพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การมีเพศสัมพันธ์หรือมีคู่นอนมากกว่า 1 คนขึ้นไป มีเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า เปลี่ยนคู่นอนบ่อย เป็นต้น หากพบว่าตนเอง หรือคู่นอนมีแผลบริเวณอวัยวะเพศ ปาก หรือทวารหนัก ลักษณะแผลสะอาด ไม่มีอาการเจ็บ ก้นแผลแข็งคล้ายกระดุม หรือมีอาการอื่น เช่น ผื่นแดงที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ขึ้นเป็นรอยนูนมีสะเก็ดแต่ไม่คัน ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจคัดกรองและรับการรักษา
10.โรคหนองใน
คำแนะนำ – หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ สวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ หากพบว่ามีอาการโรคหนองในให้รีบไปพบแพทย์ เพื่อทานยาจนครบตามแผนการรักษา และป้องกันการติดเชื้อและแพร่เชื้อ ขณะที่คนที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ป่วยหนองในภายใน 60 วันก่อนที่จะพบว่าคู่นอนมีอาการ ให้รีบไปพบแพทย์
11.เอชไอวี/เอดส์
คำแนะนำ – แม้ว่าคู่นอนจะมีความเสี่ยงติดเชื้อ แต่หากใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งจะลดความเสี่ยงและป้องกันการติดเชื้อได้ สำหรับยาป้องกันการติดเชื้อ ควรได้รับคำแนะนำการใช้อย่างถูกต้องจากแพทย์ หรือขอรับคำปรึกษาในการใช้จากสถานพยาบาลทั้งของรัฐและของภาคประชาสังคมได้ทุกแห่ง ซึ่งยาป้องกันการติดเชื้อควรใช้อย่างเคร่งครัด หากมีความเสี่ยง สามารถขอรับการตรวจหาเชื้อได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ปีละ 2 ครั้ง หากพบว่าติดเชื้อจะได้รับการรักษาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตามสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
12.วัณโรค
คำแนะนำ – สำหรับผู้ที่มีอาการไอติดต่อกันนานเกินกว่า 2 สัปดาห์ รวมถึงไอแบบมีเสมหะปนเลือดและน้ำหนักลดลงควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาโดยด่วนและต้องกินยาอย่างสม่ำเสมออย่างเคร่งครัด หากพบว่ามีผู้ป่วย สมาชิกในครอบครัวที่พักอาศัยร่วมกัน หรืออยู่ใกล้ชิดกับผู่ป่วย ควรได้รับการตรวจโดยแพทย์
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : https://web.facebook.com/photo/?fbid=794216439417531&set=a.661548112684365
Leave a Reply