กระดูกสันหลังคดอันตรายที่หลายคนมักไม่รู้ตัว

กระดูกสันหลังคด หรือ Scoliosis เป็นภาวะที่หลายคนไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติในร่างกายตนเอง เช่น ระดับของหัวไหล่หรือสะโพกสูงต่ำไม่เท่ากัน ซึ่งอาจมองว่าเป็นเรื่องปกติ แต่จริงๆ แล้วมันอาจบ่งบอกถึงปัญหาที่ซ่อนอยู่ในแนวกระดูกสันหลัง

โรคกระดูกสันหลังคด (Scoliosis) คืออะไร?

โดยปกติ กระดูกสันหลังของเราควรเป็นแนวตรง แต่ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีแนวกระดูกสันหลังที่โค้งเป็นรูปตัว C หรือ S ซึ่งอาจทำให้มีผลกระทบต่อการทรงตัวและการใช้ชีวิตประจำวัน

สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคนี้

สาเหตุของกระดูกสันหลังคดมีหลายประการ เช่น

  • กระดูกสันหลังคดแต่กำเนิด เกิดจากความบกพร่องในการสร้างกระดูกสันหลังตั้งแต่กำเนิด
  • กระดูกสันหลังคดแบบไม่ทราบสาเหตุ (Idiopathic Scoliosis) พบมากในวัยรุ่นอายุ 10-18 ปี และอาจเกี่ยวกับความไม่สมดุลของร่างกายตั้งแต่วัยเด็ก
  • โรคทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อ เช่น กล้ามเนื้อโตหรือกล้ามเนื้อกระดูกสันหลังฝ่อ
  • การใช้ท่าทางที่ไม่เหมาะสม การนั่งหรือยืนท่าทางที่ผิดเป็นเวลานาน
  • กระดูกสันหลังเสื่อม เกิดในผู้สูงอายุจากการใช้งานกระดูกสันหลังมาเป็นเวลานาน

วิธีสังเกตอาการกระดูกสันหลังคด

สามารถเช็กง่ายๆ ด้วยตัวเอง โดยสังเกตลักษณะดังนี้

  • ไหล่สองข้างมีระดับไม่เท่ากัน
  • กระดูกสะบักนูนไม่เท่ากัน ทำให้แผ่นหลังดูโค้งผิดปกติ
  • เวลาก้มตัวจะเห็นแนวกระดูกสันหลังเบี้ยว
  • ร่องเอวเบี้ยวหรือเอวสองข้างไม่เท่ากัน
  • สะโพกสองข้างมีระดับสูงต่ำไม่เท่ากัน

หากพบว่ามีอาการเหล่านี้ ควรรีบตรวจเช็ก เพราะกระดูกสันหลังคดไม่เพียงแต่ส่งผลต่อรูปลักษณ์และบุคลิกภาพ ยังอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของปอดและหัวใจ และก่อให้เกิดอาการปวดหลังเรื้อรัง

วิธีการรักษา

การรักษากระดูกสันหลังคดมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ เช่น

  • การเฝ้าระวังติดตามอาการ สำหรับผู้ที่มีอาการเล็กน้อย สามารถปรับพฤติกรรมและทำกายภาพบำบัดเพื่อป้องกันการคดที่เพิ่มขึ้น ควรนัดติดตามเอกซ์เรย์กับแพทย์เป็นระยะ
  • ใส่เสื้อเกราะดัดหลัง เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ยังมีการเจริญเติบโต เพื่อป้องกันกระดูกไม่ให้คดมากขึ้น
  • การผ่าตัด สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงและกระดูกสันหลังมีผลกระทบต่อระบบประสาทและการทรงตัว การผ่าตัดเป็นวิธีรักษาที่แนะนำ

การป้องกันและรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ สามารถช่วยลดผลกระทบของโรคกระดูกสันหลังคดได้ หากมีอาการหรือสงสัยว่าตนเองอาจมีภาวะนี้ อย่ารอช้า ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับคำแนะนำในการดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม


Posted

in

by

Tags:

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *