กับดักคนเก่งยุค AI เมื่อองค์กรกำลังใช้สุขภาพจิตพนักงานเป็นเชื้อเพลิงขับเคลื่อน Performance

ในยุคที่เทคโนโลยีและ AI เข้ามาดิสรัปต์ทุกวงการเราปฏิเสธไม่ได้ว่าคนทำงานยุคนี้เก่งและเค้นศักยภาพตัวเองออกมาได้สูงกว่ายุคก่อนๆมาก เราตอบแชตเร็วขึ้นทำงานแบบ Multitasking ได้หลากหลายเรียนรู้ไวและประชุมข้ามสายงานได้อย่างคล่องตัวแต่สิ่งที่สวนทางอย่างน่าใจหายคือยิ่งเก่งขึ้นเท่าไหร่หลายคนกลับยิ่งเหนื่อยและเปราะบางลงเรื่อยๆหากเป็นในอดีตเวลาเจอช่วงงานหนักเรามักจะปลอบใจตัวเองว่าเดี๋ยวผ่านช่วงนี้ไปก็สบายแล้วแต่ตัดภาพมาที่ปัจจุบันคนทำงานจำนวนมากกำลังรู้สึกว่าไม่มีช่วงที่เบาลงอีกต่อไปแล้วเมื่อสมองถูกสั่งให้เปิดระบบ ‘Continuous Performance Mode’ ปรากฏการณ์นี้ในเชิงการบริหารและจิตวิทยาองค์กรเรียกว่าการตกอยู่ในภาวะ Continuous Performance Mode หรือโหมดที่ทุกอย่างต้องเร่งสปีดตลอดเวลา (Hyper-efficiency) องค์กรคาดหวังให้พนักงานตอบไวคิดไวปรับตัวไวอยู่เสมอแต่ในทางจิตวิทยาและประสาทวิทยาสมองของมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เร่งความเร็วตลอด 24 ชั่วโมง เมื่อสมองส่วนแอมิกดาลา (Amygdala) ถูกกระตุ้นให้อยู่ในโหมดตื่นตัว (Alert/Survival Mode) นานเกินไปร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดอย่างคอร์ติซอล (Cortisol) ออกมาอย่างต่อเนื่องทำให้ร่างกายรับรู้ว่าตัวเองกำลังเผชิญหน้ากับ “ภัยคุกคาม” ตลอดเวลา แม้ว่าในความเป็นจริงคุณจะแค่นั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ที่บ้านก็ตาม High-Functioning Burnout สัญญาณเตือนภัยเงียบของ Talent ความน่ากลัวคือองค์กรจำนวนมากในปัจจุบันกำลังให้รางวัลกับคนที่ทนทานได้มากที่สุดมากกว่าคนที่ทำงานได้อย่างยั่งยืนที่สุดคนที่ตอบแชตตอนดึกถูกมองว่าทุ่มเทคนที่รับงานล้นมือถูกมองว่าเก่งและคนที่ไม่เคยปฏิเสธเลยถูกตีตราว่าเป็น Talent ของบริษัทจนทำให้เกิดค่านิยมผิดๆที่ว่าความเหนื่อยล้าเจียนตายคือเหรียญตราเกียรติยศของคนเก่งสัญญาณเตือนที่ตามมาจึงไม่ใช่การล้มป่วยทันทีแต่มาในรูปแบบของ High-Functioning Burnout (ภาวะหมดไฟแบบยังทำงานได้ดี) ซึ่งมีอาการเด่นๆดังนี้

  • นอนแต่ไม่ฟื้นนอนครบ 8 ชั่วโมง แต่ตื่นมายังรู้สึกเพลียเหมือนไม่ได้นอน
  • Guilt When Resting รู้สึกผิดทุกครั้งที่ตัวเองปล่อยว่างหรือนั่งพักผ่อน
  • Emotional Exhaustion หงุดหงิดง่ายอารมณ์ดิ่งดื่มด่ำกับความสำเร็จตรงหน้าไม่ได้อีก
  • Functional Robot ยังมาทำงานตรงเวลาประชุมได้ยิ้มแย้มภายนอกแต่ข้างในกลวงเปล่าและไม่มีความสุขกับอะไรเลย

ความย้อนแย้งของการ Upskill แต่ไม่ “Restore”

น่าสนใจที่หลายองค์กรยอมทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อสอน Leadership, Resilience (ทักษะการล้มแล้วลุกไว) หรือแม้แต่จัดคอร์ส Mental Health แต่สุดท้ายเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ตราบใดที่

  1. สอน Leadership แต่หัวหน้างานยังมี Workload ล้นจนไม่มีเวลาลงมารับฟังทีมจริงๆ
  2. สอน Resilience แต่ปริมาณงาน (Job Demand) ยังเกินขีดจำกัดที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้
  3. สอน Mental Health แต่ Culture ขององค์กรยังตัดสินคนที่พูดว่า “หนูเหนื่อยค่ะ/ผมทำไม่ไหวครับ” ว่าเป็นคนเหยาะแหยะ

ผลลัพธ์คือองค์กรได้พนักงานที่ทักษะสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ข้างในของพวกเขากำลังค่อยๆแตกสลายลงอย่างเงียบๆ

บทสรุปสำหรับองค์กรยุคใหม่

การคาดหวังผลงานที่ดี High Performance ไม่ใช่เรื่องผิดแต่ Performance ที่ดีจริงต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความยั่งยืน Sustainability ไม่ใช่การใช้สุขภาพจิตของคนทำงานเป็นเชื้อเพลิงหมดแล้วหมดไปองค์กรที่แข็งแกร่งและจะอยู่รอดในอนาคตไม่ใช่องค์กรที่สามารถรีดเค้นศักยภาพของพนักงานออกมาได้หยดสุดท้ายแต่คือองค์กรที่รู้จักสร้างระบบฟื้นฟูพลังงานมนุษย์ Human Restoration System เพราะเป้าหมายของการทำงานคือการทำให้คนเก่งสร้างสรรค์สิ่งดีๆให้องค์กรโดยที่เขายังสามารถรักษาความเป็นมนุษย์ที่มีความสุขและมีชีวิตชีวาไว้ได้ด้วยเช่นกัน


Posted

in

by

Tags:

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *