
เป็นแนวทางการกินที่เลือกจำกัดการรับประทานอาหารเหลือเพียงมื้อเดียวต่อวันโดยพยายามให้ร่างกายได้รับพลังงานและสารอาหารที่จำเป็นครบถ้วนในมื้อนั้นๆ วิธีนี้ได้รับความนิยมและเป็นที่สนใจของหลายๆ คน รวมถึงคนดังในวงการบันเทิงระดับโลกทั้งนักร้องดารา และนักกีฬาที่หันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นการกินโอแมดถือเป็นส่วนหนึ่งของการอดอาหารเป็นช่วงๆ (Intermittent Fasting – IF) ซึ่งเป็นการรับประทานอาหารที่มีจำกัดในช่วงเวลาที่กำหนด และมีผลดีต่อร่างกายในหลายด้าน เช่น ช่วยควบคุมน้ำหนัก สร้างเซลล์ใหม่ ฟื้นฟูร่างกาย ลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง และอื่นๆ อย่างไรก็ตาม การกินโอแมดมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ควรพิจารณาดังต่อไปนี้
ข้อดีของการกินแบบโอแมด 1. ช่วยลดน้ำหนัก: การกินเพียงมื้อเดียวทำให้ร่างกายใช้พลังงานจากไขมันสะสมมากขึ้น และช่วยลดปริมาณแคลอรีที่รับเข้าร่างกายต่อวัน 2. เพิ่มประสิทธิภาพระบบเผาผลาญ: ช่วยให้ร่างกายปรับตัวเพื่อการเผาผลาญที่มีประสิทธิภาพ 3. สร้างเซลล์ใหม่และฟื้นฟูร่างกาย: การหยุดการรับประทานอาหารช่วงหนึ่งอาจกระตุ้นกระบวนการออโทฟาจี (Autophagy) ซึ่งเป็นกระบวนการฟื้นฟูเซลล์ในร่างกายกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ 4. ลดความเสี่ยงของโรคบางชนิด: อาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจ โรคมะเร็ง และโรคเกี่ยวกับระบบเมตาบอลิซึม ข้อควรระวังในการกินแบบโอแมด 1. เสี่ยงต่อการขาดสารอาหาร: หากดูแลโภชนาการไม่ดี การกินเพียงมื้อเดียวอาจทำให้ไม่ได้รับสารอาหารครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการ 2. เสี่ยงปัญหาทางเดินอาหาร: การกินมื้อใหญ่เพียงมื้อเดียวอาจทำให้เกิดปัญหาทางเดินอาหารได้ง่าย เช่น ท้องผูก ลำไส้แปรปรวน 3. เสี่ยงผลกระทบต่อกล้ามเนื้อและกระดูก: การลดน้ำหนักมากๆ อาจทำให้สูญเสียมวลกล้ามเนื้อและมวลกระดูกไปด้วย เสี่ยงต่อภาวะกล้ามเนื้อลีบอ่อนแรงและกระดูกเปราะหักง่าย 4. เสี่ยงอาการเจ็บป่วย: การขาดสารอาหารอาจทำให้ร่างกายอ่อนแอและเจ็บป่วยได้ง่าย
ดังนั้น สำหรับผู้ที่อยากเริ่มต้นการกินแบบโอแมด ก็ควรศึกษาให้ดีและควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการเสียก่อนที่จะเริ่มต้น เนื่องจากการกินแบบโอแมดต้องอาศัยการดูแลโภชนาการอย่างใกล้ชิด กินอาหารที่มีคุณค่าสูง รวมทั้งการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างเป็นระบบ โดยมีคำแนะนำคร่าวๆ ดังต่อไปนี้
– ผู้ที่กินเพียงวันละมื้อจะต้องได้รับโปรตีนมากพอในครั้งเดียว
– ต้องกินผัก ผลไม้ ถั่ว และธัญพืชเต็มเมล็ดให้เพียงพอ เพื่อที่จะได้รับสารอาหารครบถ้วน
– บริโภคผลิตภัณฑ์นมในปริมาณมากเป็นพิเศษ เพื่อให้ได้แคลเซียมและไอโอดีนตามเกณฑ์กำหนด
– รับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพิ่มเติม โดยเฉพาะหากเน้นอาหารจากพืช (plant-based) เป็นหลัก
จะเห็นได้ว่ากินแบบโอแมดนั้นถึงแม้จะมีข้อดีหลายอย่าง แต่วิธีนี้ก็อาจไม่เหมาะกับคนที่ดูแลโภชนาการได้ไม่ดีพอ เพราะสำหรับคนทำงานทั่วไปอาจเป็นเรื่องยากที่จะได้รับสารอาหารที่สำคัญได้ครบในมื้อเดียว ด้วยเหตุนี้ หากต้องการกินแบบโอแมดก็ควรอาศัยการดูแลจากนักโภชนาการอย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยและสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงนะ
ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : https://web.facebook.com/photo/?fbid=760917152745306&set=a.559738299529860
Leave a Reply