การดูแลสุขภาพในวัยทำงานเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลยเพราะกิจวัตรประจำวันที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ การทำงานหน้าจอคอมนานๆประชุมไม่หยุดหย่อน ไม่ค่อยได้พักผ่อนหรือออกกำลังกายและการบริโภคอาหารที่ไม่มีประโยชน์ 

ซึ่งทั้งหมดนี้อาจส่งผลให้ร่างกายเสียสมดุล ขาดวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็น แม้วิตามินและแร่ธาตุจะเป็นสารอาหารรองแต่ก็มีบทบาทสำคัญในการรักษาและเสริมสร้างประสิทธิภาพของร่างกายในที่นี้ จะแนะนำวิตามินที่เหมาะสมสำหรับอาการทางกายที่เกิดจากวิถีชีวิตของคนวัยทำงานกันปัญหาเรื่องผิว ริ้วรอย ผิวแห้งกร้านไม่เปล่งปลั่งสดใสเหมือนแต่ก่อนซึ่งวิตามินที่จะช่วยบำรุงผิวและฟื้นฟูผิวได้ดีก็ต้องเน้นเป็นพวก Anti-Aging ได้แก่
– วิตามินซี พบในผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม ผลไม้ตระกูลเบอร์รี และผักต่างๆ เช่น ผักคะน้า บรอกโคลี (ปริมาณที่ควรได้รับไม่ควรเกิน 2,000 มิลลิกรัม)
– วิตามินเอ พวกผัก ผลไม้ สีเหลือง ส้ม เขียว เพราะผักและผลไม้พวกนี้จะมี สารแคโรทีนอยด์ (Carotenoid) ที่เป็นสารตั้งต้นในการสร้างวิตามินเอ เช่น ตำลึง ฟักทอง (ปริมาณวิตามินเอที่เหมาะสมสำหรับผู้ชายจะอยู่ที่ 900-1,000 ไมโครกรัมต่อวัน และในผู้หญิงอยู่ที่ 700-800 ไมโครกรัมต่อวัน)
– โอเมก้า 3 พบในปลาทะเลและปลาน้ำจืด
– คอลลาเจน พบใน ผักใบเขียว เช่น คะน้า ผักโขม กะหล่ำปลี และหน่อไม้ฝรั่ง ถั่ว อาหารที่มีวิตามินซี ดาร์กช็อกโกแลต ซึ่งอาหารเหล่านี้จะไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนอีกทีค่ะ (ปริมาณที่ควรได้รับ ไม่ควรเกิน 10,000 มิลลิกรัมต่อวัน)
– ธาตุเหล็ก พบมากในพวกเครื่องในสัตว์ (ตับและม้าม) เนื้อสัตว์ ไข่แดง ถั่ว (แต่ละวันร่างกายควรได้รับธาตุเหล็กอยู่ที่ 10-15 มิลลิกรัมต่อวัน)
– แอสตาแซนธิน เป็นสารที่ทำให้เกิดสีแดงหรือสีชมพูในพืชหรือสัตว์ มีฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันการทำลายเซลล์ และกระบวนการออกซิเดชั่นที่มีผลทำให้เกิดริ้วรอยและการเสื่อมของเซลล์ก่อนวัยอันควร (ปริมาณที่นิยมบริโภคสำหรับผู้ใหญ่คือ 4–18 มิลลิกรัมต่อวัน และรับประทานต่อเนื่องกันไม่เกิน 12 สัปดาห์)
– พิกโนจีนอล หรือสารสกัดจากเปลือกสนฝรั่งเศส เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าวิตามินซี 20 เท่า ช่วยป้องกันการลดลงของความชุ่มชื้นของผิวหนัง การสูญเสียน้ำจากผิวหนัง และช่วยในการไหลเวียนของโลหิตในร่างกาย (รับประทานเสริมตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร) อาการเล็บฉีก เปราะ หักง่าย เส้นผมขาด หลุดร่วง ไม่มีน้ำหนักและแตกปลาย วิตามินที่ช่วยได้ก็คือ
– วิตามินบี 2 อาหารที่พบมาก ได้แก่ ไข่ นม ถั่ว โยเกิร์ต ผักใบเขียว ปลา เป็นต้น (ร่างกายควรได้รับวิตามินบีแต่ละชนิดไม่เกิน 25-50 มิลลิกรัมต่อวัน)
– สังกะสี (Zinc) อาหารที่มีสังกะสีมาก มักอยู่ในกลุ่มโปรตีน เช่น เนื้อไก่ เนื้อวัว (ที่เลี้ยงด้วยหญ้า) เนื้อหมู ตับ อาหารทะเลบางอย่าง ได้แก่ หอยนางรม กุ้ง ปู หอย ปลาแซลมอน
– ผักใบเขียว เช่น ผักปวยเล้ง (Spinach) มันฝรั่ง มันเทศ มะเขือเทศ หน่อไม้ฝรั่ง คะน้า เห็ด ข้าวกล้อง ธัญพืชโฮลเกรน เมล็ดฟักทอง เมล็ดแตงโม เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ถั่ว (ผู้ชายต้องการ 15 มิลลิกรัมต่อวัน, ผู้หญิง 12 มิลลิกรัมต่อวัน)
ร่างกายโทรมง่าย อ่อนเพลียง่าย วิตามินที่ช่วยได้ก็คือ
– วิตามินบี 1, บี 2, บี 6 หรือ บี 12, และโอเมก้า 3 (ร่างกายควรได้รับวิตามินบีแต่ละชนิดไม่เกิน 25-50 มิลลิกรัมต่อวัน) อาหารที่มีวิตามินเหล่านี้แบบครบถ้วน ก็คือ ปลาเพราะมีทั้งวิตามินและโอเมก้า 3 ด้วย โอเมก้า 3 ยังหาได้จากเมล็ดพืช และถั่ว อีกด้วยนะ
– Eicosapentaenoic (EPA) และกรด Docosahexaenoic (DHA) เป็นไขมันโอเมก้า 3 ที่มีประโยชน์มากที่สุด แนะนำให้ใช้ EPA และ DHA รวมกันอย่างน้อย 250–500 มก. ในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดี)กระดูกเริ่มลั่นกร๊อบแกร๊บเมื่ออายุมากขึ้น กระดูกและข้อต่อต่างๆก็อาจมีปัญหานี้ขึ้นมาได้ถ้าใครเริ่มมีอาการกระดูกลั่น ปวดกระดูกหรือปวดตามข้อต่อต่างๆในร่างกายลองกินวิตามินจำพวก
– แคลเซียม โดยแหล่งอาหารที่มีแคลเซียมสูง ก็คือ
นม ปลาตัวเล็กและสัตว์ตัวเล็ก ที่สามารถรับประทานได้ทั้งกระดูกหรือเปลือก ถั่วเหลือง งาดำ ผักใบเขียว เช่น ผักกาดเขียว ผักกวางตุ้ง ผักคะน้า เป็นต้น (ร่างกายควรได้รับปริมาณแคลเซียมอยู่ที่ 800-1,000 มิลลิกรัมต่อวัน)
– วิตามินดี มักพบใน ปลาต่างๆ เช่น ปลานิล ปลาทับทิม ปลาตะเพียน ปลาแซลมอน ปลาแมคคอแรล ปลาทูน่ากระป๋อง ไข่แดง ตับ นม เห็ด (โดยในแต่ละวันร่างกายควรได้รับวิตามินดีไม่เกิน 50 ไมโครกรัม)
– วิตามินเอ พวกผัก ผลไม้ สีเหลือง ส้ม เขียว
– วิตามินเค พบในพวก ชาเขียว ผักใบเขียว ต่างๆและผลไม้ตระกูลเบอรรี่ องุ่น ลูกพรุน กีวี (แนะนำให้รับประทานต่อวันคือ 65 – 80 ไมโครกรัมต่อวัน)
– ฟอสฟอรัส เพื่อเสริมความแข็งแรงให้กระดูก พบในนม ถั่วเมล็ดแห้ง อาหารโปรตีนสูงบางชนิด เช่น เครื่องในสัตว์ แมลง ไข่แดงก็ช่วยได้เช่นกันปัญหาตาพร่า ปวดกระบอกตา ยุคสมัยนี้เราก็ต้องใช้คอมใช้มือถือทำงานอย่างเลี่ยงไม่ได้เลยจริงมั้ยและปัญหาที่ตามมาก็คือ ตาพร่าง่ายเมื่อจ้องคอมนานๆปวดตา ปวดกระบอกตาหรือสายตาเริ่มสั้น บางคนเริ่มยาวแล้วและวิตามินที่ช่วยบำรุงสายตาได้ก็คือ วิตามินเอ และวิตามินบี 2 ใครที่มีครบทุกข้อไม่ต้องตกใจนะคะ เป็นเรื่องปกติของคนวัยทำงานอย่างเราๆและจะเห็นว่าจริงๆแล้ว วิตามินอยู่ในสารอาหารที่เรากินไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ นม ไข่ ผักและผลไม้ และอาหารบางชนิดก็ประกอบด้วยวิตามินหลากหลาย เช่น บรอกโคลี ปลา ไข่ เป็นต้น ดังนั้น การทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบ 5 หมู่ และหลากหลายจึงมีความสำคัญต่อร่างกายมากๆ และการได้รับวิตามินตามธรรมชาติยังไงก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุดและนอกจากทานอาหารที่ดีมีประโยชน์แล้วสิ่งที่สำคัญสำหรับคนวัยทำงานอีกอย่างก็คือ การพักผ่อนให้เพียงพอและการออกกำลังกายบ้างอาทิตย์ละ 3 – 4 วันด้วยเพื่อให้ร่างกายสดชื่น แข็งแรง ดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.facebook.com/bluezonehabits


Posted

in

by

Tags:

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *