
โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพา Smart Watch หรืออุปกรณ์ที่ซับซ้อนเพียงแค่ใช้วิธีการที่ง่ายและสะดวก ดังนี้
วิธีการวัดอัตราการเต้นของหัวใจใน 10 วินาที
- หลังการออกกำลังกายให้หยุดพักในที่ที่สะดวกและไม่วุ่นวาย
- แตะนิ้วมือที่ข้อมือของตัวเอง บริเวณที่มีเส้นเลือดเต้น (โดยปกติจะอยู่ใกล้กับฐานนิ้วโป้ง)
- นับจำนวนการเต้นของหัวใจที่คุณสัมผัสได้ในระยะเวลา 10 วินาที
- นำจำนวนที่ได้มาคูณด้วย 6 เพื่อหาจำนวนการเต้นของหัวใจต่อนาที
ตัวอย่าง: ถ้าคุณนับได้ 15 การเต้นใน 10 วินาที 15 × 6 = 90 การเต้นต่อนาที (BPM)
การวิ่งที่อัตราการเต้นหัวใจทั้ง 5 ระดับ
การวิ่งที่มีอัตราการเต้นของหัวใจในระดับต่างๆ จะให้ผลประโยชน์ต่อร่างกายที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับระดับการออกกำลังกายที่คุณต้องการ
- ระดับ 1 (50-60% ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด):
- ประโยชน์: การเผาผลาญไขมันเบาๆ และเสริมสุขภาพหัวใจ
- เหมาะสำหรับ: การเดินหรือวิ่งเบาๆ เพื่อเริ่มต้นการออกกำลังกายหรือรักษาระดับการฟื้นฟู
- ระดับ 2 (60-70% ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด):
- ประโยชน์: การเผาผลาญไขมันมากขึ้น พร้อมกับการเพิ่มความทนทานของระบบหัวใจและหลอดเลือด
- เหมาะสำหรับ: การออกกำลังกายระดับปานกลาง เช่น การวิ่งจ๊อกกิ้ง
- ระดับ 3 (70-80% ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด):
- ประโยชน์: การพัฒนาความแข็งแรงและความทนทานของระบบหัวใจและหลอดเลือด
- เหมาะสำหรับ: การออกกำลังกายที่ต้องใช้ความพยายาม เช่น การวิ่งเร็ว
- ระดับ 4 (80-90% ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด):
- ประโยชน์: การเพิ่มความสามารถของร่างกายในการทนต่อการออกกำลังกายหนัก และเพิ่มความเร็ว
- เหมาะสำหรับ: การฝึกความเร็วและการเพิ่มสมรรถภาพทางกาย
- ระดับ 5 (90-100% ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด):
- ประโยชน์: การพัฒนาความเร็วสูงสุดและการฝึกแบบ HIIT (High Intensity Interval Training)
- เหมาะสำหรับ: นักกีฬาหรือผู้ที่ต้องการท้าทายร่างกายในการออกกำลังกายอย่างหนัก
ข้อควรระวัง:
- การฝึกในระดับที่สูงเกินไปอาจส่งผลเสียต่อร่างกายหากทำบ่อยครั้งเกินไป
- ควรฟังสัญญาณจากร่างกายของคุณเอง และไม่ให้การออกกำลังกายหนักเกินไปหากคุณรู้สึกไม่สบาย
- หากมีปัญหาสุขภาพควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มโปรแกรมการออกกำลังกาย
การวัดอัตราการเต้นของหัวใจช่วยให้คุณสามารถปรับการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับเป้าหมายที่ต้องการได้ และช่วยให้การวิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น
Leave a Reply