
การสำลักเป็นอาการที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตได้อย่างรุนแรง โดยเฉพาะในผู้สูงวัยและผู้ป่วยที่มีโรคทางระบบประสาท เช่น โรคพาร์กินสันและโรคอัลไซเมอร์ ภาวะนี้อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรง เช่น ปอดบวม, ปอดติดเชื้อ, หรือติดเชื้อในกระแสโลหิตซึ่งสามารถนำไปสู่การเสียชีวิตได้
ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการกลืนและการสำลักในผู้สูงวัย
- สำลักหลังจากกลืนอาหาร: อาจเกิดขึ้นภายในไม่กี่นาทีหลังจากการกลืนหรือในช่วง 1 ชั่วโมงหลังการรับประทานอาหาร
- สำลักเงียบ: เป็นการสำลักที่ไม่มีอาการไอหรือแสดงอาการใดๆ แต่เศษอาหารหรือน้ำลายที่มีเชื้อแบคทีเรียจากช่องปากอาจไหลลงไปในหลอดลมทำให้เกิดการติดเชื้อในปอดหรือปอดบวม
- ภาวะกลืนลำบาก: มักพบในผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน โดยจะสังเกตเห็นการรับประทานอาหารช้าลง, น้ำลายไหลมากขึ้น, หรือมีอาหารค้างในลำคอและอาจกลืนไม่หมด ทำให้เศษอาหารตกค้างในช่องปาก
วิธีลดความเสี่ยงจากการสำลัก
- บริหารกล้ามเนื้อคอ: ใช้ท่าก้มเงยศีรษะช้า ๆ และท่าเอียงศีรษะไปทางซ้าย-ขวา ค้างไว้ 5 วินาที ทำซ้ำ 5 ครั้ง
- บริหารกล้ามเนื้อปาก: ออกเสียงคำว่า “อา”, “อู”, “อี”, “โอ”, “เอ” ค้างไว้คำละ 5 วินาที ทำซ้ำคำละ 5 ครั้ง
- รับประทานอาหารช้า ๆ: ควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำเร็วเกินไปและควรกลืนยาทีละเม็ด ไม่ควรกลืนหลายเม็ดพร้อมกัน
- จัดท่าทางในการรับประทาน: ก้มหน้าให้คางชิดหน้าอกก่อนกลืน
นวัตกรรมช่วยลดเสี่ยงจากการสำลัก
ในปัจจุบันมีนวัตกรรมที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการสำลัก เช่น แก้วน้ำกันสำลัก ซึ่งช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถดื่มน้ำได้โดยไม่ต้องเงยคอ นอกจากนี้ยังช่วยให้สามารถดื่มน้ำในปริมาณและท่าทางที่เหมาะสม
- สิทธิบัตรออกแบบ: เลขที่คำขอ 2402000889 ชื่อ “แก้วน้ำ”
- สิทธิบัตรการประดิษฐ์: เลขที่คำขอ 2401001818 ชื่อ “แก้วกันสำลักสำหรับผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน”
การดูแลและป้องกันการสำลักในผู้สูงวัยและผู้ป่วยโรคทางระบบประสาทสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้ โดยการฝึกการกลืนอย่างถูกวิธีและการใช้เทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการดื่มน้ำ
Leave a Reply