
เกิดจากการต่อสู้ดิ้นรนกับความเจ็บปวด ซึ่งกระบวนการเหล่านี้คือสิ่งที่หล่อหลอมเราให้เติบโตเปรียบเหมือนต้นไม้ที่ต้องเผชิญกับพายุหากพายุไม่รุนแรงพอต้นไม้อาจไม่จำเป็นต้องปรับตัวแต่เมื่อต้องเผชิญกับพายุที่โหมกระหน่ำต้นไม้จะถูกบังคับให้หยั่งรากลึกลงดิน เติบโตแผ่กิ่งก้านสาขาออกไปเพื่อให้สามารถยืนหยัดอยู่ได้เช่นเดียวกับมนุษย์ระหว่างที่คุณกำลังอยู่ในห้วงอารมณ์ที่ดำดิ่งแล้วคุณพยายามดิ้นรนต่อสู้กับมันนั่นแหละที่ทำให้คุณเติบโต นั่นหมายความว่าถ้าหากเกิดปัญหาขึ้นแล้วเราอยู่เฉยๆไม่ได้ทำอะไรหรือปัญหาไม่ได้ใหญ่มากพอที่จะสั่นสะเทือนหรือทำให้เครียดในระดับที่สูงก็จะไม่ได้ทำให้เราเติบโตเพราะเราก็อาจจะคิดว่าวิธีคิดในการใช้ชีวิตแบบเดิมดีอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องแก้ไขอะไรแต่สิ่งที่ทำร้ายเราก็ไม่ได้ทำให้เราเติบโตขึ้นเสมอไป บางครั้งมันทำให้เราแย่กว่าเดิมซะด้วยซ้ำ ซึ่งหัวใจสำคัญของการที่จะทำให้คนๆหนึ่งเติบโตงอกงามจากบาดแผลทางจิตใจ มีดังนี้
1. การใช้ความคิดเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ เนื่องจากความเชื่อเดิมหรือวิธีการมองโลกแบบเดิมอาจจะไม่ได้ตอบโจทย์แล้ว คุณอาจต้องพยายามทำความเข้าใจสถานการณ์ คิดวนไปมาว่าทำไมถึงเกิดขึ้นเหตุการณ์นี้ เหตุการณ์นี้ส่งผลต่อคุณอย่างไร กระบวนการนี้อาจใช้เวลานานเป็นเดือนหรือปี
2. การได้แบ่งปันเรื่องราวความรู้สึกให้คนรอบข้างฟัง โดยเฉพาะคนที่เคยมีประสบการณ์คล้ายกัน หรือคนที่มีความเข้าอกเข้าใจ เพราะมันจะทำให้คนเล่ารู้สึกว่าความรู้สึกหรือบาดแผลทางจิตใจที่เป็นส่วนลึกได้ถูกเยียวยาและทำความเข้าใจ
3. วิธีการรับมือปัญหา (coping strategies) การพยายามทำความเข้าใจสถานการณ์ในเชิงบวก ยกตัวอย่าง การปรับมุมมองที่มีต่อสถานการณ์ การตีความหมายสถานการณ์ในเชิงบวก เช่น ก่อนหน้านี้คุณตีความการที่คุณถูกเลี้ยงดูอย่างเพิกเฉยว่าพ่อแม่ไม่รัก คุณก็อาจจะทำความเข้าใจใหม่ว่าการที่พ่อแม่ทำแบบนั้นเป็นเพราะเขาต้องเอาเวลาไปทำงาน ไม่ใช่เพราะเขาไม่รักหรือคุณไม่ดีพอให้เขารัก
การเติบโตงอกงามจากปัญหาต้องไม่ได้เกิดจากการที่ถูกยัดเยียด เช่น ให้มองโลกในแง่บวก หาความหมายหรือเหตุผลของปัญหาทั้งที่ตัวเขาไม่ได้พร้อม มันเหมือนการที่เรายัดเยียดให้คนขาหักต้องเดินสองขาทั้งที่เขาเดินไม่ไหวนั่นยิ่งจะทำร้ายเขามากกว่าเดิมการให้เวลากับความโศกเศร้าเสียใจจึงไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไปโดยเฉพาะการเจอเหตุการณ์ที่เลวร้ายและที่สำคัญการเติบโตงอกงามเกิดขึ้นไม่ได้หมายความว่าสิ่งเลวร้ายหรือความรู้สึกแย่จะหายเสมอไป แต่เราจะเข้าใจธรรมชาติของปัญหาและมีจิตใจที่เข้มแข็งมากขึ้นตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ปีที่ผมทำ self-analysis ผมเผชิญหน้ากับปัญหาที่เป็นบาดแผลทางจิตใจในหลากหลายมิติเรียกได้ว่ามันคือประสบการณ์ที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิตเจ็บปวดชนิดที่ว่าถ้ารู้ว่าการเป็นนักจิตวิทยาเจ็บขนาดนี้คงไม่เลือกที่จะเริ่มต้น แต่เชื่อไหมครับ มองจากตอนนี้ที่ผมผ่านมาแล้ว (แม้จะต้องอยู่ต่อก็ตาม) นี่คือประสบการณ์ที่มีความหมายที่สุดในชีวิตผมเช่นกัน ผมเรียนรู้ว่าในการเป็นนักจิตวิทยา บาดแผลทางจิตใจอาจเลือนลางจางไปแต่จะไม่มีวันหายไปไหน มันยังคงอยู่ แต่ไม่ใช่ในฐานะบาดแผลที่เจ็บปวดแต่เป็นบาดแผลที่งดงามผมเรียนรู้ว่าชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบชีวิตจะส่งเรื่องที่ท้าทายความเชื่อเรามาเสมอเพื่อย้ำเตือนและบอกเราว่า ชีวิตจะไม่มีทางสมบูรณ์แบบเราจะเจอเรื่องที่ไม่ถูกใจเสมอเราไม่สามารถควบคุมทุกอย่างให้เป็นดั่งใจ ชีวิตจะส่งด่านที่ยากขึ้นมาเรื่อยๆเพื่อทำให้เราได้เรียนรู้จักความจริงชีวิตเต็มไปด้วยความท้าทาย ผิดหวัง แต่ในความมืดมิดนั้นก็ยังมีมิตรภาพ ความหวัง ความรัก ความห่วงใย เหนือสิ่งอื่นใดผมได้เรียนรู้ว่าการเยียวยาไม่ใช่การลืมเลือนแต่คือการยอมรับและเติบโตไปพร้อมกับความเจ็บปวดนั้น
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.facebook.com/thepotentialTH
Leave a Reply