
ทีมนักวิจัยพบว่าเมื่อยุงดูดเลือดมนุษย์ที่มี Nitisinone ในกระแสเลือดเข้าไปร่างกายของยุงจะได้รับไทโรซีนในปริมาณสูง ซึ่งหากไม่สามารถกำจัดออกได้ทันจะสะสมและเป็นพิษต่อระบบภายในของยุงจนทำให้ตาย โดย Nitisinone จะไปขัดขวางกระบวนการกำจัดไทโรซีน ภายในตัวของยุงทำให้สารนี้สะสมในระดับที่อันตราย จนยุงไม่สามารถอยู่รอดได้
ประสิทธิภาพน่าทึ่งแม้ในปริมาณต่ำ
ผลการทดลองชี้ว่า
- เพียงรับประทานยาครั้งเดียวยาก็สามารถอยู่ในกระแสเลือดได้นานถึง 16 วัน
- ยุงที่ดูดเลือดผู้ที่ได้รับยาจะตายภายในไม่กี่ชั่วโมง
- ไม่มีผลข้างเคียงรุนแรงต่อมนุษย์ที่ตรวจพบ
- ใช้ยาใน ปริมาณต่ำมาก ก็ได้ผลชัดเจน
แต่อุปสรรคสำคัญที่ยังคงอยู่คือราคายาที่ค่อนข้างสูง ซึ่งอาจทำให้การใช้งานในวงกว้างยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ทันที
โอกาสต่อยอดในอนาคต
แม้แนวทางนี้จะยังอยู่ในขั้นวิจัยและไม่ใช่วิธี “ป้องกันโรคมาลาเรีย” โดยตรงแต่ก็เปิดทางไปสู่เครื่องมือใหม่ในการควบคุมวงจรการแพร่ระบาดของยุงได้ในอนาคตนักวิจัยยังเสนอแนวทางต่อยอด เช่น
- ผสม Nitisinone เข้ากับยาต้านมาลาเรีย
- ให้ ปศุสัตว์กินยา เพื่อเป็น “กับดักเคลื่อนที่” ล่อยุงให้ไปดูดเลือดจากสัตว์แทนมนุษย์
- พัฒนาสูตรราคาประหยัด เพื่อให้เข้าถึงได้ในประเทศกำลังพัฒนา
หากนำไปใช้อย่างถูกต้องและปลอดภัย แนวทางนี้อาจเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการบรรลุเป้าหมายกำจัดโรคมาลาเรียให้หมดไปจากโลกภายในศตวรรษนี้
เมื่อวิทยาศาสตร์เปลี่ยนร่างกายให้กลายเป็น “ดักแด้พิษ”
ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ในครั้งนี้คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญในการต่อสู้กับโรคร้ายที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกมานานหลายศตวรรษ ยาเพียงเม็ดเดียวอาจเป็นอาวุธเงียบที่มีพลังมหาศาลในการหยุดยั้งการแพร่ระบาดของยุงได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนแม้หนทางข้างหน้าจะยังมีโจทย์ให้แก้ไขแต่การเปลี่ยนแปลงเล็กๆที่เริ่มต้นจาก “ภายในร่างกายมนุษย์” กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าบางครั้งการต่อสู้กับศัตรูภายนอกอาจไม่ต้องใช้อาวุธแหลมคม หรือสารเคมีรุนแรงเสมอไป แค่รู้จัก “ใช้ตัวเราให้เป็น” ก็เพียงพอแล้ว
Leave a Reply