ขณะนี้ บริษัทยาชื่อดังหลายรายยอมทุ่มเงินหลักร้อยล้านบาทเพื่อทดลองยาบนอวกาศ

อะไรทำให้ผู้ผลิตยาหันมาลงทุนด้านนี้ ทั้งที่อวกาศไม่มีออกซิเจน อยู่ห่างไกลและอันตราย
​อวกาศ มีสิ่งที่โลกมนุษย์ให้ไม่ได้ NASA เปิดเผยข้อมูลว่า เนื่องด้วยอวกาศเป็นสภาวะที่ไร้น้ำหนัก หรือเกือบไร้น้ำหนักหากอยู่ในวงโคจรดาวเทียม และได้รับรังสีจากดวงอาทิตย์มากกว่าในโลกสภาพแวดล้อมเช่นนี้ จึงช่วยทำให้ยาที่ผลิตออกมามีประสิทธิภาพมากขึ้น และใช้เวลาน้อยลง ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดบริษัทสตาร์ทอัพอวกาศ สัญชาติสหรัฐขึ้นมา ที่ชื่อว่า “Varda Space Industries” คว้าโอกาสนี้ด้วยการเปิดธุรกิจทดลองยาบนอวกาศขึ้น ซึ่ง Merck บริษัทยาของเยอรมนีให้ความสนใจด้วยการขนส่งยาของบริษัท Varda ขึ้นไปทดลองบนอวกาศ เริ่มจากนำยาทดลองเก็บในยานแคปซูล รวมน้ำหนัก 90 กิโลกรัม บรรทุกไปกับดาวเทียมบริษัท จากนั้นก็ใช้บริการจรวดขนส่งของ SpaceX เพื่อส่งดาวเทียมขึ้นไปลอยรอบโลกในวงโคจรดาวเทียมเมื่อรวมน้ำหนักยานแคปซูลกับดาวเทียมของบริษัท Varda ที่ส่งขึ้นไป อยู่ที่ประมาณ 300 กิโลกรัม และมีค่าขนส่งผ่านบริษัท SpaceX อยู่ที่ไม่ถึง 2 ล้านดอลลาร์
ระหว่างที่ลอยเป็นเวลาหลายวันหรือหลายเดือน หุ่นยนต์ในยานแคปซูลซึ่งถูกควบคุมจากในโลกก็จะทดลองยานี้แทนมนุษย์เมื่อถึงเวลากลับโลก ยานแคปซูลก็จะแยกตัวจากดาวเทียม และตกลงสู่โลกด้วยความเร็วมากกว่า 30,577 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมสลัดร่มชูชีพออกเพื่อร่อนลงสู่พื้นโลก

สำหรับยาทดลองในภารกิจแรกของบริษัท Varda คือ การวิจัยยาต้านเชื้อ HIV ที่ชื่อ Ritonavir และยาเม็ดรักษาโควิด-19 อย่าง Paxlovid ของ Pfizer โดยเมื่อทดลองปลูกผลึกโปรตีนบนอวกาศเพื่อผลิตยา พบว่ามีการดูดซึมที่ง่าย และให้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพกว่าบนโลก

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : https://web.facebook.com/photo/?fbid=685675496931373&set=a.605386548293602


Posted

in

by

Tags:

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *