
เชื่อว่าทุกคนคงเคยมีปัญหากับเรื่องความจำ ไม่ว่าจะเป็นเวลาคุณลุกไปเปิดตู้เย็นแต่ลืมไปแล้วว่าจะเอาอะไร ลืมนัดประชุมที่มี หรือลืมวันเกิดคนในครอบครัวหรือแฟนปัญหาเรื่องการหลงลืมเปล่านี้เกิดขึ้นได้ในทุกช่วงวัย ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในคนแก่ หรือคนที่มีปัญหาด้านความจำเท่านั้น แต่เมื่อมีอายุมากขึ้นเราก็มักจะกังวลเรื่องความจำของเรามากขึ้น ด้วยความกลัวจากการสูญเสียประสิทธิภาพในการจดจำ หรือความสามารถในการคิดวิเคราะห์แต่ความจริงแล้วปัญหาเรื่องความจำนั้นก็เป็นเรื่องปกติทั่วไปที่ทุกคนจะเจอได้ แต่ก็ยังมีวิธีมากมายที่เราจะรักษาสมองของเราให้จดจำ และคิดคำนวนได้อย่างมีประสิทธิภาพอยู่เสมอ และในวิธีมากมายเหล่านั้นเราจะขอแนะนำวิธีที่ได้ผล 7 วิธีให้ลองได้ไปใช้กัน
1. เรียนรู้อยู่เสมอ คนที่จบการศึกษาในระดับสูงส่วนมากมีแน้วโน้มที่จะมีความจำที่ดีในวัยแก่ ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าสองสิ่งนี้เชื่อมโยงกันจากการที่การศึกษาในระดับสูงนั้นทำให้ผู้ที่ศึกษาคุ้นชินกับการใช้ความคิดอย่างสม่ำเสมอการให้สมองได้เผชิญกับโจทย์ปัญหาต่างๆเป็นสิ่งที่ช่วยให้สมองยังคงรักษาเซลล์ประสาท และความเชื่อมโยงต่างๆไว้ วิธีหนึ่งที่ช่วยให้สมองทำงานคือการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทุกวันนี้การเรียนรู้และเสริมสร้างทักษะก็เป็นสิ่งสำคัญ เราต่างถูกบอกให้มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ตอนนี้เหตุผลที่จะทำเช่นนั้นก็มีมากกว่าการที่จะช่วยให้เราไม่ตกงาน คืออย่างน้อยความจำเราก็จะดีขึ้นด้วยแต่การฝึกให้สมองทำงานนั้นไม่ได้จำกัดแค่การเรียนรู้ การฝึกฝนสิ่งใหม่ๆไม่ว่าจะเป็นการเล่นดนตรี หรือการเผชิญหน้ากับแวดล้อมใหม่ๆจากการท่องเที่ยว ก็สามารถช่วยได้ 2. ใช้ประสาทสัมผัสทั้งหมด มีการวิจัยหนึ่งได้ทำการทดลอง โดยให้อาสาสมัครมองภาพ โดยทีมวิจัยได้ให้อาสาสมัครดมกลิ่นซึ่งทีมวิจัยจับคู่ไว้ให้กับแต่ละภาพ จากนั้นจึงได้นำภาพอีกชุดที่คละกันระหว่างภาพที่เขาเคยเห็นมากแล้วพร้อมการดมกลิ่น กับภาพใหม่มาให้อาสาสมัครดู แล้วถามว่าพวกเขาสามารถจดจำภาพไหนได้บ้าง ผลลัพธ์ของการวิจัยนี้ทีมวิจัยได้เห็นว่าอาสาสมัครสามารถจดจำภาพที่เห็นคู่กับการดมกลิ่นได้ดีกว่าเหตุผลนั้นก็เพราะระหว่างการจดจำ ในขณะที่เห็นภาพเพียงอย่างเดียวสมองของเราทำงานแค่ส่วนเดียว แต่ในขณะที่เห็นคู่กับการดมกลิ่มสมองสองส่วนของเราทำงานควบคู่กันและช่วยในการจดจำแบบเชื่อมโยง ทักษะนี้คือทักษะแบบเดียวกับที่ทำให้พ่อครัวสามารถจดจำวัตถุดิบได้ดีจากสีและกลิ่ม อาจรวมไปถึงรสด้วย 3. เชื่อในตัวเอง ปัญหาหนึ่งของภาวะความจำเสื่อมในผู้สูงอายุ คือเรื่องของความเชื่อ เรามีความเชื่อผิดๆว่าไม่ว่าอย่างไรเมื่อมีอายุมากขึ้น สมองและความทรงจำเราจะแย่ลง ซึ่งความเชื่อเช่นนั้นมีแนวโน้มสูงที่จะทำให้คนที่เริ่มมีปัญหาเรื่องความทรงจำ ไม่พยายามที่จะกระตุ้นและรักษาประสิทธิภาพในการทำงานของสมองกลับกัน คนที่มีความเข้าใจว่าความสามารถในการจำจำ และประสิทธิภาพในการทำงานของสมองเป็นสิ่งที่รักษาและพัฒนาได้ ก็มีแนวโน้มที่จะฝึกฝนและรักษาประสิทธิภาพในการทำงานของสมองไว้ 4. จัดระเบียบสมองของคุณ คุณจะจดจำได้ดีขึ้น เมื่อสมองไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานมากมายในการจดจำ ในสภาวะที่ไร้ระเบียบ สมองต้องทำงานหนักเพื่อรักษาความทรงจำของแต่ละสิ่งไว้ คุณวางกุญแจไว้ที่ไหน วันนี้คุณนัดใครบ้าง เหลือธุระอะไรที่ต้องทำในวันนี้หากเราจัดระเบียบสมองโดยใช้ประโยชน์จากการจัดการให้สิ่งต่างๆในหัวคุณเป็นระเบียบมากขึ้น เช่นมีที่เฉพาะสำหรับวางสิ่งของต่างๆ กุญแจห้องจะอยู่ตรงไหนเสมอ แก้วน้ำจะอยู่บนชั้นวาง หนังสือจะอยู่ในตู้ สมุดจะอยู่ในลิ้นชักใต้โต๊ะ เท่านี้สมองก็มีความจำเป็นน้อยลงที่จะต้องใช้พลังงานในการจดจำสถานที่ต่างๆของสิ่งของของคุณเช่นเดียวกันการจัดระเบียบตารางชีวิตด้วยการทำสิ่งต่างๆเป็นรูทีนมากขึ้น คุณวิ่งทุกวันจันทร์ และวันพุธ ประมาณหกโมงเย็น ก่อนเข้านอนคุณอ่านหนังสือหรือจัดระเบียบตารางงานด้วยการใช้แพลนเนอร์ จดสิ่งของที่ต้องไปซื้อไว้ในกระดาษ สิ่งต่างๆเหล่านี้ช่วยให้สมองของคุณใช้พลังงานน้อยลงในการจดจำสิ่งต่างๆได้มากขึ้น 5. ทบทวนสิ่งที่คุณอยากจดจำหากคุณอยากจำสิ่งที่คุณเพิ่งได้ยินมาให้ได้ คุณอาจพยายามจดจำมันด้วยการพููดมันออกมา กระบวนการนี้คือการทำซ้ำที่จะช่วยให้คุณจดจำสิ่งนั้นได้ดียิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็นการพูดออกมา จดลงสมุด หรืออะไรก็ตามที่เป็นการทำซ้ำความทรงจำนั้นจะช่วยให้การจดจำของคุณดีขึ้น แต่มันก็อาจจะดูแปลกไปหน่อยเมื่อนึกถึงการใช้จริงลองคิดเช่นนี้ หากเพื่อนของคุณแนะนำใครคนหนึ่งให้คุณรู้จัก คุณจะมีแนวโน้มจดจำชื่อคนที่คุณรู้จักใหม่ด้วยการถามว่า “แล้ว B รู้จักกับ A ได้อย่างไร” การเอ่ยชื่อของคนที่ต้องจดจำออกมาเป็นการทำซ้ำที่ช่วยให้คุณจำชื่อเขาได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณเอ่ยชื่อของเขาควบคู่ไปกับเพื่อนที่คุณรู้จักอยู่แล้ว ซึ่งช่วยให้เกิดความทรงจำเชื่อมโยงที่ทำให้คุณจดจำชื่อเขาได้ง่ายยิ่งขึ้น 6. เว้นระยะจำยกตัวอย่างเช่นก่อนสอบ เรามักจะรีบอ่านหนังสือสอบซ้ำไปมา สองรอบ สามรอบ เพื่อหวังว่าจะจดจำได้ดีเมื่อต้องใช้ในการสอบแต่นั่นไม่ใช่วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุด การสร้างความทรงจำระยะยาวการเว้นระยะของการจำก็เป็นสิ่งสำคัญ แทนที่คุณจะใช้เวลาสองชั่วโมง ในการเรื่องเดิมทวนสองครั้ง ลองเปลี่ยนวิธีการจำเป็นการเว้นระยะ หลังจากหนึ่งชั่วโมงที่อ่านเรื่องที่อยากจำให้ลองทบทวนเรื่องนั้นอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นขยายระยะเวลาออกเป็น 6 ชั่วโมงค่อยทบวนเรื่องนั้นอีกครั้ง เว้นระยะห่างออกไปเรื่อง เป็นหนึ่งวัน เป็นสามวัน จดคุณมั่นใจว่าจดจำมันได้แล้ว 7. Mnemonic (เทคนิคช่วยจำ) เคยได้ยินเรื่องการท่องจำเป็นบทเพลง หรือวิธีการที่เราจำอักษรสามหมู่ด้วย ‘ไก่จิกเด็กตายบนปากโอ่ง’ ไหมสิ่งเหล่านั้นคือ Mnemonic หรือแปลตรงตัวคือ เทคนิคช่วยจำ เป็นเทคนิคสร้างสรรค์ที่ช่วยให้คุณจำบางสิ่งบางอย่างได้แม่นยำขึ้น เหมือนกับที่เราจำบทเพลง หรือกลอนบางกลอนได้อย่างขึ้นใจ แม้จะผ่านเวลามานานแล้ว
ลองออกแบบ Mnemonic สำหรับสิ่งที่คุณคิดว่าจำได้ยากแล้วใช้กับตัวเองดู มันอาจช่วยคุณได้เหมือนที่ผมยังจำอักษรสามหมู่ (ทั้งที่ไม่รู้ว่าจะเอามาใช้อะไร) ได้จนถึงวัยทำงานเช่นนี้
เขียนโดย Siravich Singhapon ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : https://web.facebook.com/photo/?fbid=731815982312869&set=a.630751835752618
Leave a Reply