คนส่วนใหญ่ลังเลเปลี่ยนงานมองเป็นเรื่องยาก ไม่รู้ว่าชอบอะไรสุดท้ายโดนบีบ-ไล่ออกแทน

สูตรสำเร็จชีวิตคนทำงานในยุคก่อนอาจแบ่งได้เป็น 3 พีเรียดหลักๆ คือ ช่วงเริ่มต้นช่วงเรียนรู้การทำงาน และช่วงอิ่มตัวซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ได้ดื่มด่ำไปกับ ‘ยุคทอง’ ของตัวเอง ปล่อยจอยสบายๆ ไม่ต้องคร่ำเคร่งเหมือนเด็กๆ ที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดแรงงานแต่แพทเทิร์นทั้งหมดอาจใช้ไม่ได้ในศักราชนี้เสียแล้ว ความเปลี่ยนแปลงได้เข้ามาเขย่า ‘แพทเทิร์น’ แบบดั้งเดิม เทคโนโลยี เอไอ และการเกิดขึ้นของตำแหน่งงานใหม่ๆ บีบให้ทุกคนในวงโคจรนี้ต้องเก่งขึ้น พร้อมรับมือมากขึ้น และเป็นประโยชน์กับองค์กรมากขึ้นกว่าเดิมแม้ว่าหลายครั้งการเปลี่ยนแปลงจะเต็มไปด้วยความตื่นเต้นท้าทาย แต่ก็มักจะคุกรุ่นไปด้วยมวลอารมณ์ความรู้สึกปนเปไปด้วยความสับสน สูญเสีย และรู้สึกไม่มั่นคงอย่างเคยทำไมการเปลี่ยนงานที่ดูจะเป็นประตูสู่การเริ่มต้นครั้งใหม่จึงไม่ได้หอมหวานอย่างที่คิด อะไรทำให้การเปลี่ยนแปลงมีทั้งความดีใจระคนน่ากลัวไปพร้อมกันเรื่องนี้มีคำตอบจาก ‘เฮอร์มิเนีย ไอบาร์รา’ ศาสตราจารย์ด้านพฤติกรรมองค์กรจาก ‘London Business School’ เธอได้ทำการศึกษาในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับ ‘Working Identity’ และพบว่า คนส่วนใหญ่ไม่กล้าเปลี่ยนงาน-มองเป็นเรื่องยากเพราะต้องการคำตอบที่ชัดเจนว่า ชอบอะไร อยากทำอะไร ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากจะหาคำตอบได้ในเวลาอันจำกัด เปลี่ยนงานเป็นเรื่องยาก เพราะไม่มีพิมพ์เขียวเหมือนคนรุ่นก่อน ‘ไอบาร์รา’ พบว่า เหตุผลแรกที่ทำให้การเปลี่ยนงานไม่ง่าย ทั้งยังทำให้ปัจเจกบุคคลรู้สึกควบคุมสถานการณ์ได้ยากนั้นมาจากการขาดแคลนการสนับสนุนจาก ‘สถาบัน’ หรือเกิดสภาวะ ‘Lack of institutional support’ ที่ผ่านมาชีวิตคนเรามักได้รับการจัดลำดับความสำคัญผ่านชุดคุณค่าทางสังคมที่เป็นตัวกำหนดว่า หากเจอเหตุการณ์แบบนี้ต้องรับมืออย่างไร ถ้าอยากเลื่อนขั้นต้องปฏิบัติตัวแบบไหนพูดง่ายๆ ว่า สถานการณ์ในอดีตไม่ได้มีความสลับซับซ้อนเท่าปัจจุบัน พิมพ์เขียวในการเติบโตถูกออกแบบไว้อย่างเรียบง่าย เรียนจบ ทำงาน ขยัน เลื่อนขั้น ตำแหน่งสูงลิ่ว และเกษียณอายุงานขณะที่ทุกวันนี้ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เราไม่สามารถใช้ตำราเล่มเดียวกับคนรุ่นก่อนหน้าที่เคยประสบความสำเร็จได้อีก ไม่มีปรากฏว่า ต้องใช้เวลาเท่าไร ตัวชี้วัดความก้าวหน้าคืออะไร ทิศทางของแต่ละองค์กรก็ไม่เหมือนกันโดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงเรื่อง ‘เวลางาน’ ที่ไม่ได้มีเพียงรูปแบบการทำงานประจำวันละ 8 ชั่วโมงอีกแล้ว แต่บางองค์กรยังเน้นการจ้างงานแบบสัญญาจ้าง ฟรีแลนซ์ มุ่งสู่ ‘Gig Economy’ เป็นที่มาของความรู้สึกไม่มั่นคง เป็นเส้นทางความสำเร็จที่ไม่มีวันจบ คนทำงานกะระยะที่จุดสตาร์ทไม่ถูกว่า ต้องเริ่มจากตรงไหนและไปสิ้นสุดจุดใดกันแน่
เปลี่ยนงานเป็นเรื่องยาก เพราะรู้สึกไม่มั่นคงงานวิจัยด้านจิตวิทยาสังคมหลายทศวรรษที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า ผู้คนมักรู้สึกมั่นคงปลอดภัยหากอยู่ในที่ที่มี ‘อัตลักษณ์ร่วม’ มีการกำหนดทิศทางที่ชัดเจน ทำให้คนที่อยู่ในกลุ่มก้อนเดียวกันรับรู้ รับทราบว่าบทบาทของพวกเขาจะเป็นแบบไหน และหากในอนาคตเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นองค์กรจะให้การสนับสนุนพวกเขาอย่างไรได้บ้างอาจเรียกสิ่งนี้ง่ายๆ ว่า ‘พื้นที่คอมฟอร์ต โซน’ เมื่อถึงวันที่ตัดสินใจออกจากพื้นที่เดิมๆ ที่เราเคยเป็นส่วนหนึ่งไปแล้ว การเริ่มต้นใหม่ คือการนำตัวเองปรับเข้าหาชุดคุณค่า-อัตลักษณ์แบบที่ไม่เคยทำความเข้าใจมาก่อนเราจึงอาจเกิดความวิตกกังวล สิ้นหวัง สัมผัสได้ถึงความไม่มั่นคง และความรู้สึกเช่นนี้ก็สามารถก่อตัวเพิ่มขึ้นได้อีกหากคุณมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนงานเพราะถูกไล่ออกหรือบีบให้ออก แทนที่จะเป็นการตัดสินใจด้วยตัวเอง
รับมือด้วย ‘วิธีการ’ เพราะความรู้สึกเป็นเรื่องไม่แน่นอนเมื่อถึงจุดที่เราเริ่มครุ่นคิดถึงการโยกย้ายงาน คำถามแรกๆ ที่ผุดขึ้นมาในหัว คำแนะนำจากบรรดาเพจพัฒนาตัวเองหรือแม้กระทั่งคนใกล้ตัวมักเป็นการโยนโจทย์ให้ลองทบทวนก่อนก้าวไปข้างหน้าว่าจริงๆ แล้วเราชอบหรือต้องการอะไรกันแน่ กลายเป็นว่า สิ่งที่ทำให้ก้าวไปข้างหน้าไม่ได้คือความคลุมเครือจากคำตอบที่ยังไม่แน่ชัดว่า เราอยากทำอะไร ต้องการชีวิตแบบไหนสุดท้าย ‘การเปลี่ยนงาน’ จึงถูกชะลอออกไปก่อน บางคนอาจรอกระทั่งต้องเปลี่ยนงานด้วยสถานการณ์บีบบังคับ ตกงาน เลย์ออฟ หรือโดนกดดันจาก ‘คนข้างบน’ ก็มี
ศาสตราจารย์ด้านพฤติกรรมองค์กรให้ความเห็นว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่มนุษย์จะกลัวการเปลี่ยนแปลง ไม่เข้าใจตัวเอง ล้มเหลวในการไตร่ตรอง ความไม่แน่นอนทำให้ไม่รู้ว่า ต้องทำอย่างไรต่อไป ฉะนั้น ปัญหาจึงไม่ใช่ความกลัวหรืออารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้น แต่มาจาก ‘วิธีการ’ มากกว่า โดยเธอมองว่า การเปลี่ยนงานมีขั้นตอนที่สลับซับซ้อนกว่านั้น บางครั้งก็ไม่สามารถจัดเรียงทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบและใช้แผนทั้งหมดนั้นดำเนินไปจนสุดทางได้เธอยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่น่าสนใจอย่าง ‘โธมัส’ ที่เคยมีตำแหน่งงานมั่นคงระดับผู้อำนวยการฝ่าย แต่แล้ววันหนึ่งเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อบริษัทปิดตัวลงกะทันหัน โธมัสกลายเป็นคนตกงาน ไปสมัครงานตำแหน่งระดับ ‘C-level’ ก็ยังไม่มีประสบการณ์ หากลดหลั่นลงมาก็พบว่า เขา ‘Over-qualified’ เกินไปจนสุดท้ายจึงตัดสินใจเข้าทำงานในบริษัทขนาดกลางด้วยตำแหน่งที่ไม่ได้สูงมากนัก ระหว่างนั้นก็ได้ติดต่อเพื่อนเก่าเพื่อเริ่มต้นทำธุรกิจบางอย่างควบคู่ไปกับการทำงานประจำ จนสุดท้ายเขาก็พบช่องว่างทางธุรกิจที่ในพื้นที่ดังกล่าวยังไม่มีใครเคยบุกอย่างจริงจังเรื่องของ ‘โธมัส’ สะท้อนว่า ในระหว่างที่เขาต้องเปลี่ยนงานแบบไม่ได้ตั้งใจและเข้าข่ายถูกบีบบังคับให้ออกเช่นนี้ เขากลับไม่ได้เริ่มต้นหางานใหม่จากการนิยามว่า ตัวเองเป็นใคร โธมัสทำหลายอย่างไปพร้อมๆ กัน ทั้งยังเรียนรู้ ปรับตัว และสำรวจตัวเองไปด้วยโดยในทางสังคมวิทยาแล้วสถานการณ์ที่ก้ำกึ่งเช่นนี้มีคำเรียกว่า ‘Liminal State’ คือการยืนอยู่ตรงกลางระหว่างอดีตและอนาคต เป็นช่วงที่ไม่มีสถานะไม่มีนิยามที่ชัดเจนให้ตัวเอง ไม่ได้นำตัวตนไปอิงแอบไว้กับความเป็นสถาบันหรือองค์กร
ช่วงเวลาแบบนี้อาจทำให้สับสน กระวนกระวาย ลองปล่อยใจให้ตัวเองได้รับและหลงทางไปกับมันเพียงชั่วครู่ การค้นหาตัวตนหรือความชอบที่แท้จริงจากคำถามที่เคยทบทวนมาตลอดอาจนานกว่าที่คิดแต่จงใช้เวลาเหล่านี้ให้คุ้มค่า ทดลองสิ่งต่างๆ และความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นเพื่อนำไปสู่การค้นพบที่แท้จริงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนงานไม่ใช่การเฝ้าหาคำตอบว่า ชอบอะไร ต้องการอะไร ฯลฯ เหล่านี้เป็นเรื่องที่เกิดการเปลี่ยนแปลงระหว่างทางได้ใช้เวลาช่วงนี้เพิ่มความเก่ง ความแกร่งไปพร้อมกับการทดลองทำสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในความสนใจเพื่อคลี่คลายคำตอบให้ชัดเจนขึ้นและหากเกิดเปลี่ยนใจไม่ชอบคำตอบเดิมที่เคยได้รับก็เพียง แค่ทดลองไปอยู่ในจุดที่เกิดความสงสัย ไม่มีใครบอกว่า ต้องเจอตอนอายุเท่าไร คุณสามารถทำสิ่งนี้ได้ไปอีกทั้งชีวิต

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : https://web.facebook.com/photo/?fbid=671553138442466&set=a.577986301132484


Posted

in

by

Tags:

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *