
หลายคนคงเคยตกใจทุกครั้งที่ถูกยุงกัดในบ้านเพราะกลัวป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกแต่ความจริงแล้วยุงที่เราเจอทั่วไปส่วนใหญ่ไม่ใช่พาหะของโรคนี้และยุงที่มีความเสี่ยงสูงมีเพียงยุงลายเท่านั้นยิ่งไปกว่านั้นแม้จะเป็นยุงลายก็ใช่ว่าทุกตัวจะมีเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue Virus) เสมอไปยุงลายจะกลายเป็นพาหะแพร่เชื้อได้ก็ต่อเมื่อได้บินไปกัดคนที่มีเชื้อไข้เลือดออกอยู่ในกระแสเลือดเชื้อไวรัสจะเข้าไปฟักตัวและเพิ่มจำนวนภายในตัวยุงเมื่อยุงตัวนั้นไปกัดคนอื่นต่อจึงจะปล่อยเชื้อเข้าสู่ร่างกายผู้รับทำให้ไม่ใช่ยุงลายทุกตัวจะมีเชื้อร้ายนี้อยู่ในตัวจุดสังเกตยุงลายรู้ไว้ไม่เสียหาย
- ลักษณะตัวสีดำมีลายสีขาวชัดเจนเป็นปล้องๆบริเวณลำตัวและขา
- พฤติกรรมมักออกหากินช่วงกลางวันเป็นหลักโดยเฉพาะช่วงเช้าตรู่และช่วงเย็นก่อนพลบค่ำ (แตกต่างจากยุงรำคาญทั่วไปที่มักกัดในเวลากลางคืน)
แม้ไม่ใช่ยุงลายทุกตัวจะมีเชื้อแต่ปัญหาสำคัญคือเราไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ว่ายุงตัวไหนปลอดภัยหรือตัวไหนมีเชื้อไวรัสการป้องกันไว้ก่อนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดโดยเน้นปฏิบัติตามหลักตัดวงจรยุงลายง่ายๆดังนี้
1. กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ตัดวงจรลูกน้ำ
- คว่ำภาชนะที่มีน้ำขัง เช่น ถัง กะละมัง ยางรถยนต์เก่าหรือเศษขยะ
- เปลี่ยนน้ำในแจกันจานรองกระถางต้นไม้หรือภาชนะเลี้ยงไม้น้ำเป็นประจำทุกสัปดาห์ พร้อมล้างขัดขอบภาชนะเพื่อทำลายไข่ยุง
- ปิดฝาโอ่งถังพักน้ำหรือภาชนะเก็บน้ำดื่มน้ำใช้ให้มิดชิด
2. ป้องกันตัวเองจากการถูกยุงกัด
- ทายากันยุงหรือโลชั่นกันยุงที่มีส่วนผสมที่ปลอดภัย เช่น DEET หรือ Icaridin
- สวมเสื้อผ้าแขนยาวขาสั้นโทนสีสว่างและปกปิดผิวหนังมิดชิดเมื่อต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งช่วงกลางวัน
- ติดตั้งมุ้งลวดตามประตูหน้าต่างหรือนอนในมุ้งเพื่อความปลอดภัย
ข้อแนะนำเพิ่มเติมด้านสุขภาพหากถูกยุงกัดแล้วมีอาการไข้สูงลอยเฉียบพลัน (38.5-40 องศาเซลเซียส) ร่วมกับปวดศีรษะปวดเมื่อยตามตัวมีผื่นแดงหรือมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ควรรีบพบแพทย์ทันทีและหลีกเลี่ยงการรับประทานยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs (เช่น แอสไพริน หรืออิบูโพรเฟน) โดยเด็ดขาดเพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดภาวะเลือดออกในกระแสเลือดจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
Leave a Reply