
การทำงานระดับองค์กรที่ต้องสัมพันธ์กับผู้คนจำนวนมาก เป็นสถานที่ที่มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับงาน เช่น หน้าที่ ความรู้ ความสามารถ แนวคิดหรือวิธีในการทำงานของแต่ละคน หรือเรื่องส่วนตัว เช่น ลักษณะนิสัย ความชอบ หลักการที่ยึดถือ เป็นต้น
หลายปัจจัยได้ส่งผลต่อการทำงานทั้งทางตรงและทางอ้อม หลายครั้งเกิดเป็นปัญหาได้ เช่น เรื่องความคิดเห็นไม่ตรงกัน การกระทบกระทั่งทางใจ การเอารัดเอาเปรียบ หรือแม้แต่การ กลั่นแกล้งในที่ทำงาน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอในสังคมที่มีความหลากหลายซับซ้อน และอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้การดำเนินกิจการหรือธุรกิจสะดุด
ทักษะหนึ่งที่จะเข้ามาจัดการปัญหาเหล่านี้ และเปลี่ยนพลังลบเป็นบวกให้องค์กรหรือธุรกิจเดินหน้าต่อได้อย่างราบรื่น นั่นคือ ภาวะความเป็นผู้นำ โดยเฉพาะผู้นำสูงสุดขององค์กร (รวมถึงระดับอื่นๆ ด้วยเช่นกัน) ซึ่งสิ่งที่สะท้อนถึงภาวะผู้นำที่ควรจะให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือ EQ (Emotional Quotient / Emotion Intelligence) หรือ ความฉลาดทางอารมณ์
ภาวะผู้นำที่มีความฉลาดทางอารมณ์
เดวิด แมคเคลแลนด์ (David McClelland) นักวิจัยด้านพฤติกรรมมนุษย์และองค์กร ได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของความฉลาดทางอารมณ์ โดยได้ทำการศึกษาบริษัทอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก พบว่า ผู้บริหารระดับสูงที่มี EQ ระดับที่ส่งผลได้นั้น ทีมงานจะมีผลการปฏิบัติงานสูงกว่าเป้าหมาย 20 เปอร์เซ็นต์ ส่วนทีมของผู้นำที่ไม่มี EQ ในระดับที่ส่งผลได้ จะปฏิบัติงานได้ต่ำกว่าเป้าหมาย 20 เปอร์เซ็นต์ นี่คือความต่างระหว่างผู้นำที่มีและไม่มี EQ
แดเนียล โกลแมน (Daniel Goleman) ประธานร่วมสมาคมเพื่อการวิจัยด้านจิตวิทยาประยุกต์ มหาวิทยาลัยรัดเจอร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้เขียนหนังสือ Emotion Intelligence และ Working with Emotion Intelligence ที่ได้รับการแปลกว่า 40 ภาษาทั่วโลก จึงเสนอว่า ผู้นำที่ดีจำเป็นต้องมีความฉลาดทางอารมณ์ เป็นส่วนประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้ ซึ่งจะมีบทบาทอย่างยิ่งในการทำงานทุกระดับ โดยตำแหน่งยิ่งสูงความสำคัญของ EQ จะยิ่งสูง ตามไปด้วย
องค์ประกอบ 5 ข้อสำคัญที่แสดงถึงประสิทธิผลในการทำงานจากความฉลาดด้านอารมณ์ มีดังนี้
1. ตระหนักรู้ในตนเอง (Self-awareness)
การรู้จักตนเอง เข้าใจความรู้สึก อารมณ์ ความต้องการ และแรงผลักดันของตัวเอง รวมถึงประเมินจุดอ่อน-จุดแข็งของตัวเองให้ได้ คนที่มีระดับการตระหนักรู้ในตนเองสูงจะรู้ว่า อารมณ์ของตนเองส่งผลกระทบอย่างไร นั่นรวมถึงผลกระทบในการทำงาน และความเข้าใจในคุณค่าและเป้าหมายของตนเองด้วย
2. ควบคุมตนเอง (Self-regulation)
เมื่อรู้อารมณ์ ความรู้สึก ความต้องการภายในจิตใจของตน จำเป็นต้องควบคุมให้เหมาะสม ไม่ใช่แสดงทุกสิ่งออกมา เช่น ความโกรธ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมในการทำงานได้ ผู้ที่สามารถควบคุมอารมณ์และแรงกระตุ้นต่างๆ ในตัวเอง เรียกได้ว่าเป็นคนมีเหตุผล ไม่ใช้อารมณ์นำ และจะสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่มีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน
3. แรงจูงใจ (Motivation)
เป็นสิ่งสำคัญที่จะผลักดันให้บรรลุผลสำเร็จ ซึ่งอาจมาในรูปแบบต่างๆ เช่น ปัจจัยภายนอก อย่างเงินเดือนค่าตอบแทนหรือตำแหน่งงานที่สูงขึ้น แต่แรงจูงใจที่ดีนั้นต้องมาจากภายใน เช่น ความรักในงานที่ทำ ความภาคภูมิใจ หรืออุดมการณ์บางอย่าง เป็นต้น
สิ่งเหล่านี้ เป็นแรงจูงใจที่เป็นพลังไปสู่การบรรลุเป้าหมายต่างๆ ทั้งของตนเอง ทีม องค์กร หรือระดับใหญ่กว่านั้น หากไร้แรงจูงใจจากภายในก็ยากที่จะทำสิ่งที่สำคัญหรือยิ่งใหญ่ได้
คนมีแรงจูงใจจะพัฒนาการทำงานตลอดเวลาและสนใจเรียนรู้สิ่งต่างๆ เพื่อขยายขอบเขตความรับผิดชอบมากขึ้น ซึ่งพวกเขาตระหนักรู้ในตนเองว่ามีจุดอ่อน-จุดแข็งอย่างไร แต่ต้องการที่จะพัฒนาเพื่อข้ามผ่านไปให้ได้ นั่นหมายถึงความก้าวหน้าที่มีแรงจูงใจภายใน เป็นสิ่งผลักดัน
4. ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy)
นอกจากตระหนักหรือเข้าใจตนเองแล้ว ต้องเข้าใจหรือมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นด้วย นั่นไม่ได้หมายถึงการยอมรับความรู้สึกผู้อื่นตลอดเวลาและพยายามทำให้ทุกคนพอใจ แต่เป็นการพิจารณาความรู้สึกผู้อื่น โดยเฉพาะคนในทีมอย่างรอบคอบ และไตร่ตรองถึงปัจจัยอื่นๆ จะช่วยในการตัดสินใจอย่างชาญฉลาด
ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นในองค์กรจะส่งผลให้มีการทำงานเป็นทีมมากขึ้น มีการพัฒนา และรักษาคนให้อยู่ในองค์กรได้ ลองนึกถึงคนในทีมที่ไม่เข้าใจกัน จนเกลียดชังกันในที่ทำงาน เมื่อนั้นก็ไม่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและอาจทนความรู้สึกด้านลบไม่ไหวจนต้องลาออกไป เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ความเห็นอกเห็นใจไม่ได้หมายถึงการที่ต้องเห็นตรงกันไปทุกเรื่องแต่หมายถึงการเอาใจเขามาใส่ใจเรา รับรู้ความรู้สึกกัน จะทำให้แม้บางความเห็นไม่ตรงกันแต่ก็สามารถทำงานร่วมกันได้
5. ทักษะการเข้าสังคม (Social Skill)
ทักษะนี้เป็นทักษะที่ต้องรวม 4 ข้อก่อนหน้านำมาใช้ เป็นความสามารถในการบริหารจัดการความสัมพันธ์กับผู้คน ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงสร้างมิตรภาพ แต่หมายถึงการสร้างมิตรภาพที่มีวัตถุประสงค์ เช่น เพื่อสร้างข้อตกลงรวมกัน เพื่อโน้มน้าว หรือกระตุ้นความกระตือรือร้น เป็นต้น
คนที่มีทักษะในการเข้าสังคมสูงจะรู้จักผู้คนในวงกว้าง เชี่ยวชาญการค้นหาความต้องการร่วมกันของแต่ละบุคคล หรือเชี่ยวชาญการสร้างความสัมพันธ์ โดยเชื่อว่าสิ่งที่ยิ่งใหญ่ไม่สามารถทำสำเร็จได้ด้วยคนเพียงคนเดียว ดังนั้น ต้องมีเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ดีไว้ให้พร้อมเสมอ ทั้งในและนอกองค์กร
ทักษะนี้ถือเป็นการบรรลุขั้นสูงสุดของความฉลาดทางอารมณ์ อีกทั้งทักษะในการเข้าสังคมยังเป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในองค์ประกอบของความฉลาดทางอารมณ์ข้ออื่นๆ ด้วย
แดเนียล โกลแมน ยังระบุว่า ทักษะในการเข้าสังคมเป็นความสามารถหลักที่สำคัญของการเป็นผู้นำองค์กร เพราะจำเป็นต้องบริหารจัดการความสัมพันธ์ต่างๆ ที่มีอยู่มากมายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยความฉลาดด้านอารมณ์เป็นสิ่งที่เรียนรู้และพัฒนากันได้ จากองค์ประกอบดังที่กล่าวไปข้างตน
นำมาปรับใช้
องค์ประกอบที่แสดงถึงความฉลาดทางอารมณ์ดังกล่าว สามารถนำมาปรับใช้ในการทำงานได้ เริ่มจากคุณเองจำเป็นต้อง ‘เข้าใจตนเอง’ และ ‘ควบคุมตนเอง’ ให้ดี บางครั้งอารมณ์โกรธหรืออารมณ์ด้านลบอื่นๆ อาจกำลังทำงาน ให้คุณตระหนักถึงอารมณ์ของตนเองให้ดี ยอมรับ และหาสาเหตุให้ได้ จากนั้นควบคุมให้อยู่ การแสดงออกโดยไม่ยับยั้งอาจสร้างผลเสียทั้งระยะสั้นและระยะยาว
การทำงานกับผู้คนจำนวนมาก จำเป็นต้อง ‘มีความเห็นอกเห็นใจ’ ไม่ใช่แค่การทำความเข้าใจผู้อื่นเท่านั้น แต่เป็นการยอมรับและตอบสนองอย่างเหมาะสม เพื่อให้เกิดความเข้าใจหรือลดแรงปะทะต่างๆ ในองค์กร การมี ‘แรงจูงใจที่ดี’ เป็นอีกสิ่งที่จะสามารถนำพาตนเอง องค์กร กิจการ หรือสังคม ให้ก้าวหน้าเติบโตได้ การธุรกิจย่อมต้องมีกำไร แต่ต้องมีแรง จูงใจอื่นร่วมด้วย เช่น แรงจูงใจระดับองค์กรคือต้องการทำให้ชีวิตของผู้คนดีขึ้นด้วยสินค้าหรือบริการของเรา เป็นต้น สิ่งนี้สามารถนำมาเป็นแรงจูงใจร่วมกันภายในองค์กร เพื่อให้เกิดเป้าหมายเดียวกันได้
ขาดไม่ได้คือ ‘ทักษะทางสังคม’ หรือการบริหารจัดการความสัมพันธ์ต่างๆ กับผู้คน ไม่ว่าจะเป็นภายในหรือภายนอกองค์กร หากเป็นธุรกิจที่สืบทอดมาจากครอบครัวด้วยแล้ว สิ่งเหล่านี้ยิ่งมีความจำเป็น เพื่อบริหารจัดการให้ความสัมพันธ์ระหว่างคนและงานให้ยังสามารถเดินไปต่อได้
เหตุนี้ภาวะผู้นำหรือทักษะความเป็นผู้นำ จึงเป็นหนึ่งในทักษะที่จำเป็นของผู้บริหาร ผู้ประกอบกิจการ รวมถึงคนทำงานในทุกระดับขององค์กร ที่ต้องทำความรู้จัก เข้าใจ และฝึกฝน จนกระทั่งปฏิบัติจนเกิดเป็นผลลัพธ์ในที่สุด
รวมถึงสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการนำพาตัวคุณ ผู้คน และองค์กร ไปสู่จุดหมายที่วาดหวังไว้ในที่สุด
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : https://web.facebook.com/photo/?fbid=939310614223760&set=a.852409056247250
Leave a Reply