
ความดันโลหิตต่ำ (Hypotension) หมายถึงค่าต่ำกว่า 90/60 มม.ปรอท บางคนไม่มีอาการและถือว่าไม่เป็นอันตรายแต่เมื่อค่าต่ำเกินไปอาจทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะไม่พอส่งผลให้เกิดอาการวิงเวียนหรือแม้กระทั่งช็อกได้สาเหตุหลัก
- โรคหัวใจ (หัวใจล้มเหลว, ลิ้นหัวใจรั่ว)
- ขาดน้ำ หรือเสียเหงื่อมาก
- การเสียเลือด (บาดเจ็บ, ภาวะเลือดออกภายใน)
- โรคต่อมไทรอยด์ หรือต่อมหมวกไตทำงานไม่เพียงพอ
- ขาดสารอาหาร (วิตามิน B12, โฟเลต, ธาตุเหล็ก)
- ยาบางชนิด (ยาขับปัสสาวะ, ยากล่อมประสาท)
- การตั้งครรภ์ (การขยายของระบบไหลเวียน)
อาการที่ควรระวัง
- วิงเวียนหรือหน้ามืดเมื่อเปลี่ยนท่า (orthostatic)
- ตาพร่ามัว, คลื่นไส้, อ่อนเพลีย
- ชีพจรเร็วหรืออ่อน, ผิวซีด, หายใจตื้น (อาการช็อก)
การดูแลและป้องกัน
- ดื่มน้ำเพียงพอ ≈ 2 ลิตรต่อวัน หรือมากกว่านั้นเมื่อออกกำลังกายหรืออากาศร้อน
- เพิ่มเกลือ (ประมาณ 1–2 ช้อนชาต่อวัน) หากไม่มีข้อห้ามจากแพทย์เพื่อเพิ่มปริมาณเลือด
- รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กและวิตามิน B12 เช่น เนื้อแดง, ปลา, ไข่, ผักใบเขียว
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เช่น เดินเร็ว 30 นาทีต่อวัน ช่วยกระตุ้นการไหลเวียน
- หลีกเลี่ยงการลุกขึ้นเร็วนั่งสักครู่ก่อนยืนขึ้นเพื่อลดอาการ orthostatic hypotension
- ใส่ถุงยืดคอมเพรสชัน หากมีอาการบวมหรือความดันต่ำบ่อย
เมื่อควรพบแพทย์
- วิงเวียนหรือหน้ามืดบ่อยครั้งโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
- มีอาการช็อก (ผิวซีด, ชีพจรเร็ว, หายใจสั้น)
- ผู้สูงอายุที่มีอาการสับสนหรือความดันต่ำต่อเนื่อง
สรุปแม้ความดันโลหิตสูงมักได้รับความสนใจมากกว่าแต่ความดันโลหิตต่ำก็สามารถส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและเสี่ยงต่อภาวะรุนแรงได้ การปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร, การดื่มน้ำและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยควบคุมระดับความดันและลดความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Leave a Reply