ความรักกับ AI เมื่อปัญญาประดิษฐ์อาจ “แทนที่” มนุษย์ได้แม้กระทั่งเรื่องความสัมพันธ์

ความรักของคนกับหุ่นยนต์ AI เป็นจินตนาการที่เราพบเห็นได้บ่อย ผ่านนวนิยาย ภาพยนตร์ หรือแม้กระทั่งจากคำทำนายของนักคิดหลาย ๆ ท่าน ที่คาดการณ์ว่านั่นจะเป็นหนึ่งในสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอนในอนาคต แต่ใครจะเชื่อ ‘อนาคต’ ที่ว่านี้ มันได้มาถึงแล้วในโลกปัจจุบันที่ปัญญาประดิษฐ์มีส่วนร่วมในชีวิตประจำวันของมนุษย์เราแทบจะในทุกมิติ ไม่เว้นแม้กระทั่งสิ่งที่เราเคยเชื่อว่าเป็นความพิเศษของสัตว์ชั้นสูงอย่าง ‘ความรัก’ เจ้า AI ตัวดีก็ได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วยแล้ว ทั้งในแง่ของการเป็นเครื่องมือช่วยนักบำบัดชีวิตคู่ในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของคู่รัก เป็นที่ปรึกษาปัญหาหัวใจของคนทั่วไป เป็นกามเทพจับคู่ออนไลน์ให้คนหนุ่มสาว หรือแม้กระทั่งการผันตัวกลายมาเป็นแฟนของมนุษย์เสียเอง  วาเลนไทน์นี้ STeP จึงอยากดึงอีกแง่มุมหนึ่งของความรักในศตวรรษที่ 21 ระหว่างมนุษย์ปุถุชนกับสิ่งเทียมมนุษย์อย่างปัญญาประดิษฐ์ มาวิเคราะห์กันดูสักนิดว่า มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ที่เรา ๆ จะสามารถตกหลุมรัก AI ขึ้นมาได้จริงๆ ความรักกับ AI : จากแฟนตาซีในวัฒนธรรมป๊อป สู่เทรนด์ฮิตในวัยรุ่นจีน เริ่มต้นในปี ค.ศ 1909 ที่ E.M. Forster ผู้เขียนนวนิยายเรื่อง “The Machine Stops” ได้แนะนำให้มนุษยชาติได้รู้จักเรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่งที่ตกหลุมรักจักรกลรูปลักษณ์คล้ายมนุษย์ ต่อมาพล็อตและแก่นเรื่องในทำนองเดียวกันนี้ ได้ถูกผลิตซ้ำอยู่หลายครั้ง ในรสชาติที่แตกต่างกันออกไป หนึ่งในนั้นคือ Her (2013) ซึ่งเล่าถึงชายหนุ่มผู้โดดเดี่ยวได้หลงรัก AI ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นผู้ช่วยของเขา ความแปลกใหม่คือปัญญาประดิษฐ์ในเรื่องนี้ อยู่ในรูปแบบเสียงสนทนาเสียส่วนใหญ่ ไม่ได้โผล่มาด้วยรูปลักษณ์ที่จับต้องได้เหมือนที่ผ่านๆ มา นับว่าคล้ายคลึงกับสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันไม่น้อยจากรายงานในปี ค.ศ. 2023 พบว่า หนุ่มสาวชาวจีนใช้โปรแกรมแชตบอตเป็นเพื่อนคลายเหงา และเริ่มสร้างสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับ AI มากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากคนรุ่นใหม่ไม่อยากแต่งงาน ครองตัวเป็นโสดกันมากขึ้น และรู้สึกว่าการเข้าหามนุษย์ด้วยกันเป็นเรื่องยากเกินไป ขณะที่ AI ตอบสนองการเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) ได้มากกว่าอย่างไรก็ตามท้ายที่สุดไม่ว่าจะเป็นสื่อนวนิยาย ภาพยนตร์ หรือเทรนด์ที่เกิดขึ้นจริง ผู้คนก็ยังตั้งคำถามเดียวกันว่าเป็นไปได้จริงหรือที่คนเราจะมีความรักให้กับ AIความรู้สึก ‘รัก’ ของมนุษย์ เป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติ เกิดขึ้นผ่านกลไกของสมองเมื่อถูกกระตุ้นด้วยสิ่งเร้า เมื่อเราเริ่มตกหลุมรัก กลุ่มสารเคมีในสมองที่เรียกว่าโมโนเอมีน จะเกิดการตอบสนองซึ่งเป็นบ่อเกิดของอารมณ์ความรู้สึกต่างๆที่จะก่อขึ้นเป็นความรักทั้งความตื่นเต้นความสุขความรู้สึกผ่อนคลายมั่นคง ปลอดภัยจนถึงความผูกพันซึ่งการตอบสนองต่อสิ่งเร้านี้ มักเกิดขึ้นเองโดยไม่จำกัดรูปแบบของสิ่งเร้าพูดง่ายๆว่ามนุษย์เราเกิดมาด้วยความรู้สึกพร้อมที่จะรักสิ่งต่างๆอยู่เสมอจึงเป็นเหตุผลที่เราสามารถให้ความรักได้ทั้งกับคน สัตว์ หรือแม้กระทั่งสิ่งของ (สังเกตได้จากที่ บางคนเรียกข้าวของเครื่องใช้ว่า ‘น้อง’ นั่นล่ะ) และยิ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเลย ที่คนเราจะตกหลุมรัก AI ได้ง่าย ๆ เมื่อเจ้าปัญญาประดิษฐ์เหล่านี้ สามารถเรียนรู้ผู้ใช้งานอย่างเราๆได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต่างกับการคบหาใครสักคนและเรียนรู้กันไป หนำซ้ำข้อได้เปรียบคืออีกฝ่ายเป็นปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถปรับตัวได้ดีอย่างน่าเหลือเชื่อด้วยเหตุนี้การตอบว่ามนุษย์จะรัก AI ได้จริงไหม อาจตอบไม่ยากเท่ากับ …แล้ว AI มีโอกาสจะรักเราตอบหรือเปล่า หลายคนที่พูดคุยสนทนาหรือถึงขั้นออกเดทกับ AI ต่างก็ให้ความเห็นว่า เจ้าปัญญาประดิษฐ์นี้ให้ความห่วงใย ใส่ใจ และตอบสนองเราได้ไม่ต่างจากคนรักที่เป็นคนจริง ๆ เลย นั่นหมายความว่ามันเองก็เรารักหรือเปล่านะ? ในการทดสอบของทัวริง (Turing Test) ซึ่งเป็นการทดสอบให้ AI แชตกับผู้เข้าทดสอบ โดยไม่ให้จับได้ว่านี่คือ AI ผลปรากฏว่าเจ้าปัญญาประดิษฐ์นี้สามารถแสดงออกเป็นมนุษย์ได้มากพอจะทำให้คนเข้าใจว่าเป็นมนุษย์จริง ๆ แต่ในความเห็นของผู้เชี่ยวชาญกลับมองว่า นี่เป็นการ ‘แสร้ง’ ทำให้เหมือนมนุษย์ของ AI เท่านั้น ไม่ใช่การมีอารมณ์ความรู้สึกเป็นของตัวเองจริงๆ (โถ…ถึงอย่างนั้น ก็อย่าเพิ่งหมดหวังไป เพราะยังมี ผู้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์หลายเจ้าที่พยายามพัฒนาให้ AI สามารถเรียนรู้การมีอารมณ์ความรู้สึกเป็นของตัวเองได้ ส่วนหนึ่งก็เพื่อการอยู่ร่วมกับมนุษย์ได้อย่างเข้าอกเข้าใจมากขึ้น

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : https://web.facebook.com/photo/?fbid=797302645771544&set=a.562534845914993


Posted

in

by

Tags:

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *