ความสะอาด vs รักษ์โลก ผู้คนซักผ้าบ่อยเกินไปไม่แคร์สิ่งแวดล้อมเพราะกลัวโดนรังเกียจเป็นคนสกปรก

ดูเหมือนว่าการรักษาความสะอาดจะสวนทางกับการรักษ์โลกเพราะการวิจัยใหม่แสดงให้เห็นว่าการโดนรังเกียจและถูกทำให้อับอายจากการใส่เสื้อผ้าสกปรกจะเป็นแรงกระตุ้นสำคัญให้คนซักผ้าบ่อยขึ้นแม้แต่ในกลุ่มที่ใส่ใจเรื่องภาวดูเหมือนว่าการรักษาความสะอาดจะสวนทางกับการรักษ์โลกเพราะการวิจัยใหม่แสดงให้เห็นว่าการโดนรังเกียจและถูกทำให้อับอายจากการใส่เสื้อผ้าสกปรกจะเป็นแรงกระตุ้นสำคัญให้คนซักผ้าบ่อยขึ้น แม้แต่ในกลุ่มที่ใส่ใจเรื่องภาว#กรุงเทพธุรกิจะโลกร้อนก็ตามนักวิทยาศาสตร์ชาวสวีเดนสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,000 คน เมื่อร้องขอให้กลุ่มผู้เข้าทดสอบไม่ซักผ้า แต่เปลี่ยนเป็นการผึ่งเสื้อผ้าสกปรกของพวกเขาแทน พบว่า คนส่วนใหญ่ปฏิเสธ เพราะกลัวถูกสังคมมองว่าเป็นคนสกปรกไม่รักษาความสะอาดครัวเรือนในยุโรปโดยเฉลี่ยซักผ้า 4-5 ครั้งต่อสัปดาห์ แม้ว่าความถี่ในการซักของชาวยุโรปจะเท่าเดิมมาตลอด 20 ปี แต่ปริมาณการซักกลับเพิ่มขึ้น ตามข้อมูลจากหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมของฝรั่งเศสพบว่า ในปี 2547 เครื่องซักผ้าขนาด 6 กิโลกรัม มีส่วนแบ่งยอดขายเพียง 2% แต่ในปี 2558 ยอดขายกลับพุ่งไปเป็น 64% ในปี 2558ขณะเดียวกัน คนทั่วโลกก็เข้าถึงเครื่องซักผ้ามากขึ้นโดยเพิ่มขึ้นจาก 30% ของครัวเรือนทั่วโลกในปี 2553 เป็น 80% ในปี 2567 ทีมวิจัยของคลินต์เรียนรู้จากงานวิจัยครั้งก่อนว่าหลายคนไม่คิดว่าการซักเสื้อผ้าเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม แม้ว่าความจริงแล้วการปล่อยไมโครพลาสติกทั่วโลกจากการซักผ้าจะสูงถึง 16–35% อีกทั้งเครื่องซักผ้าจะใช้พลังงานและน้ำจำนวนมากรวมถึงทำให้เกิดปรากฏการณ์ยูโทรฟิเคชัน (Eutrophication) หรือสาหร่ายสะพรั่งก็ตาม
การวิจัยพบว่าสาเหตุที่ทำให้ซักผ้าเกิดจากบรรทัดฐานด้านความสะอาดที่สังคมตั้งไว้พวกเขารู้สึกว่าตนเองจะถูกรังเกียจหรือการใส่เสื้อผ้าสกปรกจะทำให้พวกเขาอับอายปัจจัยเหล่านี้ล้วนกดดันให้ผู้คนซักผ้าบ่อยครั้งจนไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นความตั้งใจที่เป็นนามธรรม เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกการไม่ได้รับการยอมรับหรือถูกสังคมรังเกียจสามารถผลักดันพฤติกรรมของคนเราอย่างมากเพราะเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นตามเงื่อนไขตามวิวัฒนาการ ซึ่งทำหน้าที่ป้องกันการติดเชื้อหรือสารอันตราย เมื่อรวมกับความอับอายหรือความกลัวว่าคนอื่นๆจะไม่มายุ่งคนสกปรก ไม่ดูแลสุขอนามัยจะยิ่งมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมมากขึ้น คลินต์กล่าวว่าวิธีที่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้คนได้ คือการปรับมุมมองเกี่ยวกับการซักผ้า นำเสนอวิธีการทำความสะอาดเสื้อผ้าใหม่ๆ เช่นเสื้อผ้าที่ใส่ได้ซ้ำหลายครั้งสามารถใช้ “การทำความสะอาดเฉพาะจุด” แทนแม้ในระยะแยกอาจจะต้องเผชิญหน้ากับความกลัวจากการละเมิดบรรทัดฐานความสะอาดของสังคม แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก พวกเขาก็ตระหนักว่าไม่มีใครสังเกตเห็น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.facebook.com/bangkokbiznews


Posted

in

by

Tags:

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *