
ทีมแพทย์จากโรงพยาบาลนพรัตนราชธานีประสบความสำเร็จในการรักษาเด็กชายอายุ 12 ปีที่ป่วยด้วยภาวะสมองอักเสบรุนแรงจากไข้หวัดใหญ่หรือ Acute Necrotizing Encephalitis (ANE) โดยใช้เทคโนโลยีการรักษาพลาสมาเฟอเรซิส Plasmapheresis เป็นครั้งแรกของโรงพยาบาลหลังผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อการรักษามาตรฐาน เช่น ยาสเตียรอยด์และการให้ภูมิคุ้มกันทางหลอดเลือด (IVIG) การรักษาครั้งนี้ดำเนินการโดยทีมแพทย์กุมารเวชศาสตร์ ได้แก่ พญ.พีรยา วชิโรปถัมภ์ กุมารแพทย์ด้านประสาทวิทยา นพ.ชยุต ไตรติลานันท์ กุมารแพทย์โรคไตพร้อมทีมพยาบาลหอผู้ป่วยวิกฤตเด็กและหน่วยไตเทียมซึ่งร่วมกันดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดจนผู้ป่วยเริ่มกลับมาหายใจได้เองและมีการตอบสนองของระบบประสาทดีขึ้น ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของวงการแพทย์ไทยในการรักษาผู้ป่วยวิกฤตเด็ก
พลาสมาเฟอเรซิสคืออะไร
พลาสมาเฟอเรซิส Plasmapheresis คือกระบวนการทางการแพทย์ที่ใช้แยกและกำจัดพลาสมาในเลือดที่มีสารก่อโรคออกจากร่างกาย แล้วทดแทนด้วยพลาสมาที่มีคุณภาพดีหรือสารทดแทน เช่น อัลบูมิน วิธีนี้มีหลักการคล้ายการฟอกไตแต่แตกต่างกันที่เน้นกำจัดสารผิดปกติในพลาสมาหรือส่วนของน้ำเลือดขั้นตอนการทำงานโดยทั่วไปประกอบด้วย
- การแยกเลือดของผู้ป่วยถูกนำออกจากร่างกายผ่านสายเข้าสู่เครื่องแยกพลาสมา
- การคัดกรองเครื่องจะคัดแยกเม็ดเลือดที่ยังปกติออกจากพลาสมาที่มีสารอักเสบสารพิษ หรือภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ
- การกำจัดและทดแทนพลาสมาที่มีสารก่อโรคจะถูกกำจัดออกและแทนที่ด้วยพลาสมาจากผู้บริจาคหรือสารทดแทน
- การส่งคืนเลือดเลือดที่ผ่านการกรองแล้วจะถูกส่งกลับเข้าสู่ร่างกายผู้ป่วย
วิธีนี้ช่วยลดสารอันตรายในกระแสเลือดอย่างรวดเร็วทำให้ลดการอักเสบและป้องกันการทำลายอวัยวะสำคัญ เช่น สมอง แล้วใช้รักษาโรคอะไรได้บ้างแพทย์มักใช้พลาสมาเฟอเรซิสในโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติหรือโรครุนแรง เช่น
- ภาวะสมองอักเสบจากภูมิคุ้มกันหรือไวรัส
- Myasthenia Gravis (โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงจากภูมิคุ้มกันผิดปกติ)
- Guillain‑Barré Syndrome ภาวะภูมิคุ้มกันโจมตีเส้นประสาททำให้เกิดอัมพาตเฉียบพลัน
- ภาวะเลือดข้นผิดปกติจากโปรตีนในเลือดบางชนิด
เหตุใดจึงใช้ในผู้ป่วยวิกฤต
ในบางสถานการณ์การรักษาด้วยยาเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถกำจัดสารพิษหรือสารอักเสบที่ลอยอยู่ในกระแสเลือดได้ทันเวลาการใช้เทคนิคพลาสมาเฟอเรซิสจึงช่วยกำจัดสารก่อโรคออกโดยตรงทำให้ลดการอักเสบของร่างกายและเพิ่มโอกาสฟื้นตัวของผู้ป่วยได้รวดเร็วยิ่งขึ้นคำแนะนำด้านสุขภาพแพทย์แนะนำว่าการป้องกันโรคติดเชื้อ เช่น ไข้หวัดใหญ่ ยังเป็นวิธีสำคัญที่สุดโดยควร
- ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ตามคำแนะนำของแพทย์
- ล้างมือบ่อยๆและหลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วยที่มีอาการติดเชื้อ
- หากมีไข้สูงซึมหรือมีอาการทางระบบประสาทควรรีบพบแพทย์ทันที
กรณีของผู้ป่วยเด็กครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์และความร่วมมือของทีมสหสาขาวิชาชีพที่สามารถเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้กับผู้ป่วยวิกฤตได้และยังเป็นความหวังสำคัญในการรักษาโรครุนแรงในอนาคต
Leave a Reply