
“โรคซึมเศร้าได้กลายเป็นโรคประจำถิ่นไปแล้ว” ประโยคหม่นหมองแต่จริงใจนี้มาจากหนังสือสัจนิยมทุนนิยมไม่มีทางเลือกอื่นจริงหรือ? ของมาร์ก ฟิสเชอร์ นักคิดและอาจารย์ชาวอังกฤษผู้ที่ชวนเราหยุดพักหายใจและมองลึกลงไปในความเหนื่อยล้าที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังรอยยิ้มและการก้มหน้าก้มตาทำงานทุกวันครับคุณเคยรู้สึกแบบนี้ไหม? ตื่นเช้ามาพร้อมความว่างเปล่าในอกรู้สึกเหนื่อยทั้งที่เพิ่งตื่นเหมือนชีวิตหมุนไปซ้ำๆ ไม่มีทางออกหรือรู้สึกว่า “พยายามไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น” ฟิสเชอร์เรียกสภาวะนี้ว่า “ภาวะยอมแพ้โดยอัตโนมัติ” เรารู้ดีว่าสภาพแวดล้อมการทำงานหรือระบบรอบตัวมันไม่ยุติธรรมบีบคั้นและย่ำแย่แต่กลับรู้สึกว่าเราพลังน้อยเกินไปเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้เลยความจริงที่สังคมมักซ่อนไว้ความเครียดไม่ใช่แค่ปัญหาส่วนตัวสิ่งที่ทำให้เหนื่อยกว่าเดิมคือเวลาเราเครียดท้อหรือป่วยเป็นโรคซึมเศร้าสังคมมักบอกให้เราไปจัดการกับความคิดตัวเอง “เข้มแข็งหน่อย” หรือ “พักผ่อนให้พอ” ฟิสเชอร์ชี้ให้เห็นว่านี่คือการแปรรูปความเครียดให้เป็นเรื่องส่วนบุคคลระบบมักผลักภาระปัญหาสุขภาพใจให้เป็นเรื่องของแต่ละคนมองว่าเป็นเรื่องทางชีววิทยาหรือการแพทย์เพียงอย่างเดียวจนลืมมองว่าต้นตอใหญ่ๆอาจมาจากโครงสร้างรอบตัวเราต่างหากการมองปัญหาแค่ที่ตัวบุคคลทำให้ระบบไม่ต้องรับผิดชอบปัญหา เช่น ชั่วโมงทำงานที่ยาวนานเกินไปความไม่มั่นคงในอาชีพการแข่งขันที่โหดร้ายหรือค่าจ้างที่ไม่พอใช้จึงไม่เคยถูกแก้ไขอย่างจริงจังโลกการทำงานที่กดดันจนลืมหายใจปัจจุบันเราต้องเผชิญกับสิ่งที่ฟิสเชอร์เรียกว่าลัทธิบูชาตลาดแบบสุดโต่งแทนที่เราจะได้ทำงานที่มีประโยชน์และมีความหมายเรากลับต้องเสียเวลาไปกับการทำตัวเลขตกแต่งรายงานประเมินผลและสร้างภาพลักษณ์ให้ดูดีเพื่อตอบโจทย์ตัวชี้วัดมากมายแถมเทคโนโลยียังทำให้เส้นแบ่งงานกับชีวิตส่วนตัวหายไปสนิทเราต้องคอยสแตนด์บายรับไลน์ตอบเมลตลอดเวลาแม้เวลานอนพักผ่อนหรือวันหยุดสมองเราเลยไม่เคยได้ผ่อนคลายอย่างแท้จริงตกอยู่ในภาวะตื่นตัวและหวาดระแวงตลอดเวลาความสุขชั่วคราวที่ปกปิดความว่างเปล่าความเหนื่อยล้าเรื้อรังนี้นำไปสู่สภาวะที่เรียกว่า “ภาวะแสวงหาความสุขเพื่อกลบความซึมเศร้า” เรายังหัวเราะได้ดูหนังสนุกได้ซื้อของเพลินได้แต่ลึกๆกลับไม่มีแรงปรารถนาจะทำสิ่งที่ให้ความหมายกับชีวิตเราเลยเสพความบันเทิงชั่วคราวเลื่อนดูคลิปสั้นๆหรือช้อปปิ้งเพื่อประคองใจให้ผ่านไปแต่ละวัน
อย่าเพิ่งโทษตัวเองว่า”อ่อนแอ”
แน่นอนว่าโรคซึมเศร้ามีปัจจัยทางร่างกายพันธุกรรมและเรื่องส่วนตัวร่วมด้วยแต่ข้อคิดของฟิสเชอร์อยากบอกว่าความเหนื่อยความท้อหรือความว่างเปล่าที่คุณรู้สึกอาจไม่ใช่ความผิดของคุณเสมอไปบางทีสิ่งที่ต้องรักษาไม่ใช่แค่หัวใจของคนคนหนึ่งแต่รวมถึงระบบการทำงานและสภาพแวดล้อมที่ทำให้เราต้องเหนื่อยยากเกินความจำเป็นร่วมกันด้วยถ้าวันนี้คุณรู้สึกเหนื่อยจงรู้ว่าคุณไม่ได้แพ้และไม่ได้เดินผ่านมันคนเดียวครับขอส่งกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังพยายามก้าวต่อไปนะครับ
หมายเหตุ: บทความนี้นำเสนอมุมมองทางสังคมและจิตวิทยาเพื่อสร้างความเข้าใจไม่ได้แทนที่คำปรึกษาจากจิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญหากคุณหรือคนใกล้คุณกำลังเผชิญกับภาวะซึมเศร้าแนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อการดูแลที่ถูกต้องครับ
Leave a Reply