คำพูดของพ่อแม่มีพลังสร้างหรือทำลายชีวิตลูกได้ทั้งชีวิตแผลในใจที่มองไม่เห็น!เผย 7 คำพูดเผลอพลั้งปากที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจลูกมากกว่าที่คิด

ในวันทีเหนื่อยล้าจากงานความเครียดหรือแม้แต่ความหวังดีที่ปนความใจร้อน หลายครั้งที่คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจพ่นคำพูดบางคำออกไปโดยไม่ทันตั้งคิดทราบหรือไม่ว่านักจิตวิทยาเด็กระบุว่าสมองของเด็กจะบันทึกความรู้สึกเชิงลบจากคำพูดเหล่านั้นไว้อย่างรวดเร็วและอาจกลายเป็นรอยร้าวในใจที่ส่งผลต่อความมั่นใจไปจนโตเด็กไม่ได้จดจำแค่ความหมายของคำศัพท์แต่พวกเขารับรู้และฝังใจกับความรู้สึกที่เกิดขึ้น ณ วินาทีนั้นและนี่คือ 7 คำพูดติดปากที่ควรหลีกเลี่ยงพร้อมเหตุผลทางจิตวิทยาที่พ่อแม่ควรรู้

7 คำพูดสะเทือนใจลูกและสิ่งทีซ่อนอยู่ใต้คำพูดนั้น
  1. “ทำไมไม่เก่งเหมือนคนอื่น”
    • ผลกระทบ: ทำลายความภาคภูมิใจในตนเอง (Self-esteem) เด็กจะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าและไม่เคยดีพอสำหรับพ่อแม่
  2. “เลิกร้องไห้ได้แล้ว”
    • ผลกระทบ: เป็นการปฏิเสธตัวตนและการแสดงออกทางอารมณ์เด็กจะเก็บกดอั้นความรู้สึกและเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่จัดการอารมณ์ตัวเองไม่เป็น
  3. “ดื้อแบบนี้แม่ไม่รักนะ”
    • ผลกระทบ: สร้างความวิตกกังวลอย่างรุนแรง (Anxiety) เด็กจะกลัวการถูกทอดทิ้งและอาจยอมทำทุกอย่างเพื่อเอาใจคนอื่นจนเสียความเป็นตัวเอง
  4. “เรื่องแค่นี้เอง / ไร้สาระ”
    • ผลกระทบ: ลดทอนคุณค่าปัญหาของลูกทำให้ลูกรู้สึกโดดเดี่ยวและต่อจากนี้เมื่อมีปัญหาใหญ่ในชีวิตเขาจะไม่กล้ามาปรึกษาพ่อแม่อีกเลย
  5. “เดี๋ยวให้ตำรวจมาจับเลย / เดี๋ยวเอาไปทิ้ง”
    • ผลกระทบ: สร้างความกลัวด้วยสิ่งภายนอกที่ไม่มีจริง บั่นทอนความรู้สึกปลอดภัย (Secure Base) ในบ้าน และทำให้เด็กมองโลกในแง่ร้าย
  6. “ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่ต้องทำ”
    • ผลกระทบ: ปิดกั้นพัฒนาการและการเรียนรู้ (Fixed Mindset) เด็กจะกลัวความล้มเหลวล้มเลิกอะไรง่ายๆและไม่กล้าทดลองทำสิ่งใหม่
  7. “โตแล้วทำไมยังทำไม่ได้อีก”
    • ผลกระทบ: สร้างความกดดันเกินวัยเด็กแต่ละคนมีจังหวะการเติบโตที่ต่างกันคำพูดนี้จะเพิ่มความเครียดและความรู้สึกล้มเหลวให้ตัวเด็ก
เคล็ดลับปรับการสื่อสารเปลี่ยนคำพูดชุบเลี้ยงหัวใจลูก จิตวิทยาเชิงบวกแนะนำให้พ่อแม่ปรับวิธีการสื่อสารง่ายๆ ผ่านคาถาสามข้อนี้
  • เปลี่ยนจากการ “เปรียบเทียบ” ➔ เป็นการ “ชื่นชมความพยายาม”: โฟกัสที่พัฒนาการของลูกในวันก่อนหน้า แทนการมองไปที่เด็กคนอื่น
  • เปลี่ยนจากการ “ตำหนิ/สั่งให้หยุด” ➔ เป็นการ “รับฟังและสะท้อนอารมณ์”: เช่น แทนที่จะสั่งให้หยุดร้อง ให้พูดว่า “แม่รู้ว่าหนูกำลังเสียใจ/โกรธ ร้องออกมาก่อนได้นะ แม่รออยู่ตรงนี้”
  • เปลี่ยนจากการ “ตัดสิน” ➔ เป็นการ “ร่วมมือกันแก้ปัญหา”: เช่น “รอบนี้พลาดไปไม่เป็นไรนะเดี๋ยวเรามาลองดูซ้ำอีกทีว่าติดตรงไหน”

บทสรุปสำหรับชาวเพจ: ไม่มีความจำเป็นเลยที่เราจะต้องเป็น ‘พ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบ’ เพราะในโลกความจริงไม่มีสิ่งนั้นการเผลอพลั้งปากเกิดขึ้นได้กับทุกคนแต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือเมื่อรู้ตัวแล้วให้รีบกอดดึงลูกเข้ามาขอโทษและปรับคำพูดในครั้งต่อไปเพียงเท่านี้คุณก็ช่วยสร้างภูมิต้านทานทางใจที่แข็งแรงให้ลูกได้แล้วครับชาวเพจท่านไหนเคยเผลอหลุดปากคำไหนไปบ้างหรือมีเทคนิคควบคุมอารมณ์ตัวเองตอนลูกดื้ออย่างไร? คอมเมนต์มาแชร์และให้กำลังใจกันได้ด้านล่างนี้เลยครับ


Posted

in

by

Tags:

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *