
การกินอาหาร “คีโตเจนิค” เป็นวิธีการลดน้ำหนักที่ได้รับความนิยมในหมู่ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว โดยใช้หลักการ “กินไขมันเพื่อลดไขมัน” ซึ่งดูเหมือนจะเป็นวิธีที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติจริงอาจไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะหลักการกินแบบคีโตนั้นต้องการความเข้าใจและการปฏิบัติอย่างถูกต้องเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น วันนี้ Bluzone ชวนทุกคนมาทำความรู้จักวิธีการกินแบบนี้กันให้มากขึ้น คีโตเจนิคคืออะไร? “คีโตเจนิค” คืออาหารที่มีไขมันสูง โปรตีนปานกลาง และคาร์โบไฮเดรตต่ำ โดยจุดประสงค์คือการทำให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะ “Ketosis” ซึ่งร่างกายจะเผาผลาญไขมันเพื่อใช้เป็นพลังงานแทนคาร์โบไฮเดรตนั่นเอง หลักการการกินคีโตเจนิคเพื่อลดน้ำหนัก การกินอาหารแบบคีโตเจนิคเริ่มต้นจากการลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตในทุกมื้ออาหารลงเป็นอย่างมาก เพื่อทำให้ร่างกายเริ่มหันไปใช้ไขมันเป็นพลังงานหลักแทน โดยจะเน้นการกินเนื้อสัตว์ ไข่ นม ผลิตภัณฑ์อื่นๆ จากนม และพืชที่มีแป้งน้อย โดยแบ่งเป็นสัดส่วนดังนี้ค่ะ – ไขมันดี (high fat) 60-75% (125 กรัม/วัน )
– โปรตีน (low protein) 15-30% (1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม)
– คาร์โบไฮเดรต (low carbohydrate) 5-10% (25-50 กรัม/วัน) ทั้งนี้ ก็ยังต้องงดข้าว แป้ง ธัญพืช เผือกมัน ผลไม้ และของหวานทุกชนิดอีกด้วย และนี่คือตัวอย่างของอาหารคีโตที่แนะนำให้กินเป็นประจำค่ะ – ปลาแซลมอน ปลาทู ปลาทูน่า ปลาเทราต์ ซึ่งมีไขมันดีสูง
– เนื้อสัตว์ เช่น เนื้อวัว เนื้ออกไก่ และเนื้อหมู
– ไข่แดง
– ผลิตภัณฑ์นม เช่น นมวัว ชีส และเนยสด
– พืชตระกูลถั่ว และเมล็ดธัญพืช เช่น เมล็ดเจีย เมล็ดแฟลกซ์ เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน เมล็ดแตงโม
– น้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าว ที่ร่างกายดูดซึมได้เลย
– ผักผลไม้ต่างๆ เช่น ดอกกะหล่ำ บรอคโคลี เห็ด แตงกวา ผักโขม อโวคาโด มะเขือเทศ ในระยะแรกๆ เราจะสังเกตเห็นการลดน้ำหนักได้อย่างรวดเร็ว แต่ในระยะยาวผลลัพธ์อาจไม่ต่างจากวิธีลดน้ำหนักแบบอื่นมากนัก และหากหยุดทำคีโต กลับมากินอาหารตามใจปากเช่นเคยก็มีโอกาสที่น้ำหนักจะเด้งกลับหรือ “โยโย่เอฟเฟค” (Yo-Yo Effect) ได้เช่นกันนะคะ
ความเสี่ยงจากการกินคีโตเจนิค การกินคีโตควรทำอย่างระมัดระวัง โดยเน้นไขมันไม่อิ่มตัวและการควบคุมปริมาณโปรตีน นอกจากนี้ก็ควรปรึกษานักโภชนาการหรือแพทย์เพื่อวางแผนอาหารที่เหมาะสม เพราะหากดูแลโภชนาการไม่ดีอาจเสี่ยงต่อการขาดสารอาหารและส่งผลร้ายต่อร่างกายได้ดังนี้ค่ะ
1. เสี่ยงมวลกล้ามเนื้อลดลง: เนื่องจากปรับการกินคาร์โบไฮเดรตให้น้อยลง อาจทำให้ร่างกายใช้โปรตีนจากกล้ามเนื้อมาเป็นพลังงานมากขึ้น 2. เสี่ยง “หวัดคีโต”: โดยร่างกายจะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงด้วยอาการคล้ายหวัดในช่วงต้นของการกินคีโต โดยจะมีอาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ หัวใจเต้นเร็ว เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ 3. เสี่ยงไขมันในเลือดสูง: การกินไขมันสูงอย่างไม่ระมัดระวังอาจส่งผลให้ระดับไขมันในเลือดเพิ่มขึ้น 4. เสี่ยงต่อโรคไต: การกินโปรตีนสูงเป็นเวลานานอาจกระทบต่อการทำงานของไต และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่วในไตได้ จากความไม่สมดุลของสารอาหารในร่างกาย 5. เสี่ยงมวลกระดูกลดลง: การขาดแร่ธาตุที่จำเป็นด้วยข้อจำกัดของอาหารที่กิน เช่น แคลเซียม และวิตามินดี อาจส่งผลต่อมวลกระดูกลดลงได้
สรุปการกินอาหารคีโตเจนิค แม้ว่าการกินคีโตจะช่วยลดน้ำหนักได้ในระยะสั้นแต่ก็มีความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงได้หากเลือกกินผิดวิธีและควบคุมสัดส่วนได้ไม่เหมาะสม ดังนั้น การดูแลโภชนาการและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการหรือแพทย์ก่อนเริ่มต้น จึงเป็นสิ่งสำคัญมากๆ สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักด้วยวิธีนี้ หากใครสนใจก็ลองสอบถามผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการก่อนเพื่อสุขภาพที่ดีและไม่เสี่ยงขาดสารอาหารนะ
ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : https://web.facebook.com/photo/?fbid=767625848741103&set=a.559738299529860
Leave a Reply