
ส่งผลกระทบกลายเป็นปัญหาสังคมและเศรษฐกิจ ‘อาวุธปืน’ กลายเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของการเสียชีวิตของเด็กในอเมริกัน นับตั้งแต่ช่วงปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 นอกจากนี้ยังมีการศึกษาที่พบว่า จำนวนเด็กที่ต้องเข้ารับการตรวจรักษาในห้องฉุกเฉินด้วยอาการบาดเจ็บจากอาวุธปืนเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในช่วงเวลาเดียวกัน
โดยงานศึกษาชิ้นนี้ทำขึ้นโดย ดร.เจนนิเฟอร์ ฮอฟฟ์แมน (Jennifer Hoffmann) แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินในเด็ก ประจำโรงพยาบาลเด็กลูรีแห่งชิคาโก (Lurie Children’s Hospital of Chicago) พร้อมคณะ และได้รับการเผยแพร่ผ่านวารสาร Pediatrics งานศึกษาชิ้นนี้ได้ทำการสำรวจข้อมูลจากโรงพยาบาล 9 แห่งของสหรัฐอเมริกา ในช่วงปี 2017-2022 พบว่า จำนวนเด็กที่ต้องเข้ารับการตรวจรักษาในห้องฉุกเฉินด้วยอาการบาดเจ็บจากอาวุธปืนเพิ่มขึ้นจาก 694 คนในช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด เป็น 1,210 คนในช่วงหลังโควิด ขณะเดียวกันก็พบอีกว่า อัตราการเสียชีวิตจากปืนของเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปีเป็นต้นไป เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าเช่นกัน จาก 3.1 เปอร์เซ็นต์ เป็น 6.1 เปอร์เซ็นต์ ของเด็กทั้งหมดที่ได้รับบาดเจ็บจากอาวุธปืนในเบื้องต้น ฮอฟฟ์แมนเข้าใจว่าเหตุที่อัตราการบาดเจ็บและเสียชีวิตพุ่งสูงขึ้นในช่วงแรกของการแพร่ระบาดของโควิด มาจากกิจวัตรที่เปลี่ยนไปในช่วงที่มีมาตรการล็อกดาวน์ ทั้งการซื้ออาวุธปืนและความเปลี่ยนแปลงในด้านสุขภาพจิต แต่เมื่อสถานการณ์ของโรคระบาดคลายตัวลง ตัวเลขของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตด้วยอาวุธปืนกลับยังอยู่ในระดับที่สูงและเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญไม่เพียงเท่านั้น การเข้ารับการตรวจรักษาในห้องฉุกเฉินด้วยอาการบาดเจ็บจากอาวุธปืนในเด็กยังเพิ่มขึ้นเฉพาะในเด็กและเยาวชนผิวดำและผู้ที่มีเชื้อสายสเปน ซึ่งฮอฟฟ์แมนระบุว่า ข้อมูลที่พบนี้ยังบ่งชี้ถึงการแบ่งแยกที่ถ่างออกไปมากขึ้นระหว่างคนกลุ่มนี้กับคนผิวขาวอย่างไรก็ดี ฮอฟฟ์แมนระบุว่า งานของเธอก็ยังพบข้อจำกัด เนื่องจากโรงพยาบาลมักจะระบุถึงสาเหตุแบบคร่าวๆ ของการบาดเจ็บจากอาวุธปืน โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1. การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ เนื่องจากการเก็บรักษาอาวุธปืนของผู้ใหญ่ที่ไม่รัดกุมมากพอ ทำให้เด็กที่มีความอยากรู้อยากเห็นสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย 2. การทำร้ายร่างกายตนเอง ที่ส่วนใหญ่มักเป็นผลมาจากการพยายามฆ่าตัวตายและ 3. การถูกทำร้ายร่างกาย ทำให้ยากที่เธอจะอธิบายถึงสาเหตุที่แท้จริงของอัตราการบาดเจ็บที่ยังคงที่อยู่ในระดับสูง ในช่วงที่สถานการณ์ของโรคระบาดคลายตัวลง เนื่องจากตกหล่นรายละเอียดของข้อมูลเชิงลึกไป นอกจากนี้ยังมีงานศึกษาของ ดร.ซีรุย ซ่ง (Zirui Song) รองศาสตราจารย์ด้านนโยบายการให้บริการสุขภาพและการแพทย์ของ Harvard Medical School ที่ศึกษาเรื่องผลกระทบของคนรอบตัวเด็กที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากอาวุธปืน ซึ่งพบความผิดปกติทางจิตเวชและต้องพึ่งพาบริการด้านสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ของพ่อแม่ของเด็กเหล่านั้น รวมไปถึงพี่น้องของเด็กที่บาดเจ็บก็ได้รับผลกระทบทางจิตใจด้วยเช่นกันส่วนในแง่ผลกระทบในด้านเศรษฐกิจ ซ่งยังพบว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาเด็กที่สามารถรอดชีวิตจากอาวุธปืนมาได้ เพิ่มขึ้นอยู่ที่เฉลี่ย 34,884 ดอลลาร์ (หรือประมาณ 1,200,000 บาท) ที่กลายเป็นภาระทางเศรษฐกิจที่บริษัทประกันและนายจ้าง (ที่ทำประกันให้ครอบครัวลูกจ้าง) ต้องแบกรับความพยายามในการอธิบายปัญหาและผลกระทบจากความรุนแรงของปืนในหลายๆ มุมของนักวิจัยนั้น เป็นความพยายามในการอุดช่องว่างจากการที่มีการครอบครองอาวุธปืนที่ติดตามไม่ได้เพิ่มสูงขึ้น ฮอฟฟ์แมนกล่าวว่า “เราล้าหลังมาหลายทศวรรษแล้วจากจุดที่เราควรจะเป็น และเราควรสร้างความเข้าใจว่าทำไมการเพิ่มขึ้นของปัญหาเหล่านี้จึงเกิดขึ้น และนี่คือสิ่งที่เราสามารถทำได้เกี่ยวกับปัญหาเหล่านั้น”
ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : https://web.facebook.com/photo/?fbid=898831521805185&set=a.811136580574680
Leave a Reply