
องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า แต่ละปีมีประชากรหลายแสนคน เสียชีวิตก่อนวัยอันควร ซึ่งสาเหตุมาจากการทำงานหนักเกินไป!! และส่วนใหญ่มักจะเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองและโรคหัวใจปัญหาหลักๆ เลยคือ “การคิดเรื่องงานตลอดเวลา” ซึ่งปัญหานี้ไม่ได้ประสบแค่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่ถือว่าเป็นภาวะที่เกิดในคนวัยทำงานทั่วโลก
เราอาจจะคิดว่าคนที่คิดเรื่องงานตลอดเวลา มีโอกาสที่จะเติบโตในหน้าที่การงานมากกว่าคนอื่น ๆ แต่ Employee Burnout, Part 1: The 5 Main Causes จาก Gallup ได้พูดถึงไว้ว่า จริง ๆ แล้ว คนกลุ่มนี้เสี่ยงที่จะออกจากงาน หรือเกิดภาวะหมดไฟ (Burnout) สูงกว่าคนกลุ่มอื่นๆ เสียอีกใครที่รู้ตัวว่ากำลังมีภาวะคิดเรื่องงาน หรือบ้างานตลอดเวลา แนะนำให้ค่อย ๆ ลดลงบ้าง เพื่อไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกาย สุขภาพใจในระยะยาว และในมุมของบริษัท การที่พนักงานลาออกคงไม่ส่งผลดีแน่ ๆ เพราะฝ่าย HR ก็ต้องใช้เวลาในการสรรหาพนักงานใหม่เข้ามาอีกการรู้จักปรับสมดุลการทำงานให้ดี แบ่งเวลาให้สำหรับการพักผ่อนอย่างแท้จริงบ้างจะช่วยเปิดโลกทัศน์ของเราให้กว้างขึ้น และมีแรงกลับมาทำงานต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยในมุมของบริษัทเอง ด้วยโลกของการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การหาสวัสดิการที่เหมาะสม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในองค์กร โดยเริ่มจากแนวคิดความต้องการของพนักงานเป็นหลัก (Employee Engagement) เช่น การพาพนักงานไป Outing, การมี Employee Assistant Program บริการที่ปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต หรือความเครียดในที่ทำงาน จะเป็นตัวช่วยสำคัญที่ช่วยยกระดับองค์กรของคุณไปอีกขั้น อย่างไรก็ตาม การคิดเรื่องงานตลอดเวลา มีแต่จะส่งผลให้ชีวิตยุ่งยากมากขึ้นและนำไปสู่ปัญหาสุขภาพกาย และสุขภาพใจ โดยเฉพาะภาวะเครียด ซึมเศร้าและวิตกกังวล ทั้งยังอาจส่งผลต่อการทำงานในภาพรวม ทางที่ดี เพื่อป้องกันการเกิดภาวะต่าง ๆ เราควรปรับทัศนคติในการทำงาน ลดความเครียดลง โดยการหากิจกรรมทำนอกเวลา ฟังเพลง ดูหนัง ออกกำลังกาย หรือลาพักร้อนเป็นระยะเวลาสั้นๆ หากใครรู้สึกว่างานตอนนี้นั้นแสนจะ Toxic ลองหาโอกาสใหม่ๆ ให้กับตัวเองดูนะ
ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : https://web.facebook.com/photo/?fbid=794052126096471&set=a.591534803014872
Leave a Reply