
เมื่อพูดถึงเทศกาลคริสต์มาส นอกจากภาพบรรยากาศความอบอุ่นภายในครอบครัวมิตรสหาย ความรื่นเริง สีสันแห่งการเฉลิมฉลองเทศกาลนี้ทั่วทั้งโลกแล้ว สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในเทศกาลคริสต์มาสคือ ‘ของขวัญ’ สิ่งแทนใจที่ผู้คนต่างมอบให้กัน ทำให้คริสต์มาสได้ชื่อว่าเป็น ‘เทศกาลแห่งการให้’ แต่ธรรมเนียมการให้ของขวัญในวันคริสต์มาสนั้นมีที่มาอย่างไร?
ซึ่งเรื่องนี้ต้องย้อนไปถึงในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ ได้กล่าวถึงการประสูติของพระเยซูเจ้าว่า มีโหราจารย์สามคนได้เดินทางตามดวงดาวประหลาดมาจนพบกับพระกุมารเยซู และได้นำเครื่องบรรณาการมาถวายแด่พระกุมาร ทองคำ กำยาน และมดยอบ ทั้งหมดนี้มีความหมายถึงการยกย่องความยิ่งใหญ่ สรรเสริญการมาบังเกิดของพระผู้ช่วยให้รอดที่ได้เสด็จลงมาไถ่บาปให้กับมนุษย์ แต่ธรรมเนียมการให้ของขวัญนั้นมีการบันทึกก่อนหน้าที่จะมีคริสต์ศาสนาการให้ของขวัญเดิมทีอยู่ในการเฉลิมฉลองของชาวโรมันโบราณในเทศกาลแซตเทอร์นาเลีย (Saturnalia) เป็นการเฉลิมฉลองแด่เทพแซตเทิร์น (Saturn) ซึ่งเป็นเทพแห่งการเกษตร เดิมทีจะมีการเฉลิมฉลองกันเพียงวันเดียว แต่ต่อมามีการเฉลิมฉลองกันตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม ไปจนตลอดทั้งสัปดาห์ มีการบูชายัญหรือมอบของขวัญบูชาเทพเจ้าและมีการจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ตลอดเทศกาลนี้ ผู้คนจะละเว้นซึ่งการทำงานและออกมาเฉลิมฉลองเทศกาลกัน ตกแต่งบ้านด้วยพวงหรีด ต้นไม้ต่างๆ แม้แต่ทาสก็ยังได้รับอนุญาตให้หยุดทำงานและยังได้รับเชิญให้ไปเฉลิมฉลองร่วมกับเจ้านายอย่างเท่าเทียมกัน มีการจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ ร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนาน มีการมอบของขวัญให้แก่กัน มักจะให้เทียนที่มีลักษณะเป็นเล่มเรียวเป็นของขวัญ และในวันสุดท้ายของการเฉลิมฉลองจะมีการมอบตุ๊กตาดินเผาเล็กๆ ให้กับเพื่อนหรือคนรัก เรียกว่า ‘Sigillaria’ ในปี ค.ศ. 312 จักรพรรดิคอนสแตนตินได้ประกาศตนว่านับถือคริสต์ศาสนา ทำให้การเฉลิมฉลองของลัทธินอกรีตต่างๆถูกสั่งห้ามและสิ้นสุดลง แต่ผู้นำศาสนาในยุคแรกๆ ก็ไม่อาจสั่งห้ามการเฉลิมฉลองเทศกาลแซตเทอร์นาเลียอันเป็นที่นิยมได้ มีหลายทฤษฎีพยายามอธิบายว่า การเฉลิมฉลองของลัทธินอกรีตนั้นกลายมาเป็นการเฉลิมฉลองของชาวคริสเตียนได้อย่างไรในท้ายที่สุดแต่ก็มีทฤษฎีที่อธิบายว่า ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับเทศกาลแซตเทอร์นาเลียก็ยังมีเทศกาลเฉลิมฉลองให้กับเทพแห่งดวงอาทิตย์ของชาวโรมัน ในวันที่ 25 ธันวาคม ซึ่งในช่วงที่คริสต์ศาสนายังไม่เป็นที่ยอมรับ ชาวคริสต์ก็ยังไม่ได้มีการเฉลิมฉลองกันอย่างเปิดเผย และรู้สึกไม่สบายใจที่จะเฉลิมฉลองแด่เทพแห่งดวงอาทิตย์ในแบบของชาวโรมัน จึงใช้วันนี้เฉลิมฉลองแด่พระเยซูคริสต์แทนจนกลายเป็นธรรมเนียมมาอย่างยาวนานส่วนใหญ่เชื่อว่าลักษณะของการเฉลิมฉลองด้วยการตกแต่งบ้านเรือน ร้องเพลง เต้นรำ จัดงานเลี้ยงสังสรรค์รวมถึงการมอบของขวัญ ที่ได้กลายมาเป็นธรรมเนียมในการเฉลิมฉลองคริสต์มาสมาจนถึงปัจจุบันนั้น ได้รับอิทธิพลจากการเฉลิมฉลองเทศกาลแซตเทอร์นาเลียและภายหลังมีการพยายามเชื่อมโยงการมอบของขวัญในวันคริสต์มาสกับการมอบเครื่องบรรณาการของโหราจารย์ทั้งสามคนแด่พระกุมาร การมอบของขวัญไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ช่วงเทศกาลคริสต์มาสเท่านั้น การมอบของขวัญถือเป็นธรรมเนียมทั่วไปที่แสดงถึงความรักและความปรารถนาดีที่มีต่อกันเป็นสิ่งแทนความรู้สึกต่างๆที่มีความหมายมากมายทั้งการแสดงความยินดีความชื่นชมความเคารพและอีกหลากหลายความหมายเชิงบวกให้กับผู้รับ ดังนั้นการมอบของขวัญจึงเป็นที่นิยมในโอกาสพิเศษพร้อมส่งมอบความรู้สึกดีๆ ให้ผู้คนเสมอมา
ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : https://web.facebook.com/photo/?fbid=917975356557468&set=a.811136580574680
Leave a Reply