จากการศึกษาชิ้นใหม่ที่นำโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยซุนยัตเซนในประเทศจีน คาดการณ์ว่าภายในปี 2050 โลกจะมีผู้ที่มีภาวะสายตาสั้นมากกว่า 740 ล้านคน

โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและวัยรุ่น การศึกษาครั้งนี้วิเคราะห์ข้อมูลจากงานวิจัยกว่า 311 ชิ้น ซึ่งมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 5.4 ล้านคน จาก 50 ประเทศ ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าในช่วงปี 2023-2050 จะมีการเพิ่มขึ้นของภาวะสายตาสั้นทั่วโลกร้อยละ 9 โดยกลุ่มวัยรุ่นอายุระหว่าง 13 ถึง 19 ปี จะมีภาวะนี้มากกว่ากลุ่มเด็กที่อายุ 6 ถึง 12 ปี ภายในปี 2050 คาดว่ากว่าครึ่งหนึ่งของวัยรุ่นทั่วโลกจะประสบกับภาวะสายตาสั้น และมากกว่าหนึ่งในสี่ ของเด็กเล็กก็จะเผชิญปัญหานี้เช่นกัน ทั้งนี้ ภาวะสายตาสั้นไม่ได้เป็นเพียงความผิดปกติทางการมองเห็นเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างมีนัยสำคัญ โดย สถาบันวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และการแพทย์แห่งชาติของสหรัฐฯ ได้ระบุว่าควรจัดให้ภาวะสายตาสั้นเป็นโรคที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและดูแลทางการแพทย์อย่างจริงจัง เนื่องจากความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตในระยะยาวจากผลการวิเคราะห์ ยังพบว่า ญี่ปุ่น เป็นประเทศที่มีสัดส่วนของประชากรที่มีภาวะสายตาสั้นสูงที่สุด ขณะที่ อุรุกวัย เป็นประเทศที่มีจำนวนคนสายตาสั้นน้อยที่สุด นอกจากนี้ ภูมิภาค เอเชีย มีจำนวนผู้ที่มีภาวะสายตาสั้นมากที่สุด ซึ่งสูงกว่า แอฟริกา ถึง 7 เท่า และในปี 2050 คาดว่าประชากรในเอเชียจะมีสัดส่วนของภาวะสายตาสั้นเพิ่มขึ้นเป็น 65% ของประชากรทั้งหมดในทวีป แม้ปัจจุบันยังไม่มีการระบุสาเหตุที่แน่ชัดของภาวะสายตาสั้นแต่นักวิจัยเชื่อว่าปัจจัยที่ส่งผล ได้แก่ การใช้เวลาในร่มที่มากเกินไป และการทำงานที่ต้องใช้สายตาจ้องใกล้ เช่น การใช้หน้าจอหรืออ่านหนังสือเป็นระยะเวลานานวิธีการป้องกันที่ง่าย เช่น การรักษาระยะห่างจากหน้าจอหรือหนังสือประมาณ 30 ซม. และการใช้เวลากลางแจ้งมากขึ้น ซึ่งอาจช่วยลดความเสี่ยงของภาวะสายตาสั้นได้


Posted

in

by

Tags:

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *