
เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมบางคนฉีดวัคซีนแล้วแต่พอไปตรวจกลับยังพบเชื้อไวรัสตับอักเสบอยู่ดี? จนทำให้หลายคนแอบคิดไปเองว่าหรือวัคซีนจะไม่ได้ผล? ความจริงแล้ว วัคซีนยังมีประสิทธิภาพดีเยี่ยมครับ! แต่มี 3 เหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น โดยที่เราอาจไม่ทันสังเกตวัคซีนไม่ได้ป้องกันทุกสายพันธุ์ไวรัสตับอักเสบมีตระกูลใหญ่ตั้งแต่ A, B, C, D ไปจนถึง E แต่ในปัจจุบันเรามีวัคซีนป้องกันแค่ชนิด A และ B เท่านั้น!
- ไวรัสตับอักเสบซี (HCV) ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกัน (แม้จะมียารักษาให้หายขาดได้แล้วก็ตาม)
- ดังนั้น การฉีดวัคซีนป้องกันตับอักเสบบี ไม่ได้แปลว่าเราจะปลอดภัยจากชนิดซีหรือชนิดอื่นๆเพราะวัคซีนถูกสร้างมาเจาะจงเฉพาะสายพันธุ์เท่านั้นครับ
ฉีดวัคซีนไม่ครบภูมิฯก็ไม่ขึ้น!โดยเฉพาะวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีที่ต้องฉีดต่อเนื่อง ให้ครบตามนัด (ปกติคือ 3 เข็ม) หากได้รับวัคซีนขาดช่วงหรือไม่ครบร่างกายอาจสร้างระดับภูมิคุ้มกันได้ไม่สูงพอที่จะปกป้องเราจากเชื้อได้เต็มที่แอบติดเชื้ออยู่แล้วก่อนไปฉีดวัคซีน!ไวรัสตับอักเสบบีมักถูกเรียกว่าภัยเงียบเพราะผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่มีอาการทำให้หลายคนมีเชื้ออยู่ในร่างกายอยู่แล้วโดยไม่รู้ตัวแล้วเพิ่งมารับวัคซีนทีหลัง
ข้อควรรู้: วัคซีนมีหน้าที่กระตุ้นภูมิเพื่อป้องกันการติดเชื้อใหม่ไม่ใช่ยารักษาโรคดังนั้นหากมีเชื้ออยู่เดิมแล้ววัคซีนจะไม่สามารถไปขับไล่หรือกำจัดเชื้อออกไปได้ครับแล้วเราจำเป็นต้องตรวจภูมิคุ้มกันหลังฉีดไหม? สำหรับคนทั่วไปที่รับวัคซีนครบถ้วนไม่จำเป็นต้องตรวจภูมิคุ้มกันเป็นประจำครับแต่แพทย์จะแนะนำให้ตรวจระดับภูมิคุ้มกันในกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น
- บุคลากรทางการแพทย์
- ผู้ที่อาศัยบ้านเดียวกับผู้ติดเชื้อ
- ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือผู้ป่วยฟอกไตเรื้อรัง
ข้อมูลเพิ่มเติม: Checklist สังเกตอาการ & วิธีเซฟตัวเอง
อาการเตือนไวรัสตับอักเสบที่ควรรู้:
- อ่อนเพลียเรื้อรัง เบื่ออาหาร คลื่นไส้
- ปัสสาวะสีเข้มจัด (เหมือนสีชาเข้ม)
- ตัวเหลือง ตาเหลือง (ตับเริ่มมีปัญหา)
3 วิธีป้องกันตับอักเสบแบบรอบด้าน:
- ป้องกันทางเลือดไม่ใช้เข็มของมีคมหรือกรรไกรตัดเล็บร่วมกับผู้อื่นเลือกร้านสัก/เจาะที่ได้มาตรฐานผ่านการฆ่าเชื้อ
- ป้องกันทางเพศสัมพันธ์สวมถุงยางอนามัยทุกครั้ง
- ระวังเรื่องอาหาร (สำหรับสายพันธุ์ A และ E) รับประทานอาหารสุกสะอาดล้างมือทุกครั้งก่อนทานอาหาร
สรุปง่ายๆ: หากไม่แน่ใจว่าตนเองเคยฉีดวัคซีนหรือมีภูมิคุ้มกันหรือยังการเข้าพบแพทย์ เพื่อ ตรวจเลือดคัดกรองถือเป็นก้าวแรกที่ชัวร์ที่สุดในการวางแผนดูแลสุขภาพตับในระยะยาวครับ!
Leave a Reply