
สำนักข่าว AP ได้รายงานข่าวเศร้าชิ้นหนึ่ง และคงเป็นอุทาหรณ์อย่างดีสำหรับใครก็ตามที่อยากออกไปใช้ชีวิตแบบนอกระบบ (Off-Grid) หรือการไม่พึ่งพาระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานใดๆ ที่หากขาดความพร้อมและทักษะการเอาตัวรอด ก็อาจพบจุดจบอันแสนเศร้าดังเหตุการณ์ต่อไปนี้ โดยเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีการพบศพหญิงวัย 40 สองราย และเด็กชายวัยรุ่นอายุ 14 อีกหนึ่ง ในเขตป่าสงวนแห่งชาติกันนิสัน รัฐโคโลราโด ผลจากการชันสูตรพบว่า ทั้งสามเสียชีวิตเพราะสภาพอากาศที่หนาวเย็นตามฤดูกาลของพื้นที่
ตามรายงานสภาพแวดล้อมที่พบ ปรากฏเพียงเต็นท์พักแรมที่ประกอบขึ้นพอสำหรับตั้งแคมป์อย่างง่ายๆ เครื่องครัวพื้นฐานไม่กี่อย่าง กับหนังสือฮาวทูการใช้ชีวิตกลางแจ้ง จากการสืบสวนญาติผู้เสียชีวิตแจ้งว่า ทั้งสามตัดสินใจออกมาใช้ชีวิตแบบนอกระบบเพราะกังวลต่อสถานการณ์โควิด-19 จึงอยากหลีกหนีไปอาศัยอยู่ในถิ่นทุรกันดารห่างไกลจากผู้คน แม้ทางญาติจะพยายามห้ามแล้ว แต่ทั้งหมดก็ยังยืนยันที่จะแยกตัวออกมา และเชื่อว่าสามารถเรียนรู้วิธีเอาตัวรอดได้จากการชมวิดีโอบนยูทูบ โดยทางญาติผู้เสียชีวิตไม่สามารถติดต่อทั้งสามคนได้ นับตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคมปี 2020 ก่อนจะมีนักปีนเขารายหนึ่งมาพบศพของทั้งสามในช่วงเดือนกรกฎาคมของปีนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุผลชันสูตรศพทั้งสามว่าเสียชีวิตเพราะสภาพอากาศที่หนาวจัดของพื้นที่ โดยคาดว่าคงเตรียมที่พักที่เหมาะสมต่อสภาพอากาศในฤดูหนาวไม่ทัน เนื่องจากที่พักดูจะไม่มีอุปกรณ์เครื่องมือใดๆ ที่เหมาะแก่การใช้ชีวิตในสภาพอากาศที่หนาวจัดของพื้นที่ได้เลย ผลจึงลงเอยด้วยเหตุน่าสลดนี้ในที่สุด
ปัจจุบันแนวคิดเรื่องการใช้ชีวิตแบบนอกระบบ ออกไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ กลายเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงบนโซเชียลมีเดียมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในแง่ของการท่องเที่ยว ซึ่งในเว็บไซต์ Airbnb ก็ได้เพิ่มหมวดหมู่ที่พักแนวนี้เข้ามาเพื่อรองรับความสนใจที่เพิ่มมากขึ้น ขณะที่การค้นหาที่พักแนวนี้ก็ติด 1 ใน 10 คำค้นหาที่นักท่องเที่ยวใช้กันมากในช่วงต้นปี 2022 สาเหตุที่แนวคิดนี้เป็นที่สนใจมากขึ้น มาจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้หลายคนกังวล การเกิดภัยพิบัติ น้ำ ไฟถูกตัดขาดหลายครั้ง ค่าสาธารณูปโภคที่เพิ่มมากขึ้น และบางส่วนก็รู้สึก ‘อิน’ กับการนำเสนอเรื่องราวแนวนี้ผ่านโซเชียลมีเดีย
แกรี คอลลินส์ (Gary Collins) หนึ่งในผู้ที่ใช้ชีวิตแบบนอกระบบมานาน และเป็นผู้เขียนหนังสือเล่าเรื่องการพึ่งพิงตนเอง ระบุว่า แม้แนวคิดนี้จะถูกพูดถึงมากในปัจจุบัน แต่ผู้ที่สามารถออกมาอยู่กับธรรมชาติจริงๆ หรือตัดขาดสาธารณูปโภคได้อย่างสิ้นเชิง อาจมีเพียง 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
โดยส่วนใหญ่ คนที่ออกมาใช้ชีวิตแนวนี้มักสร้างที่พักไม่ไกลจากชุมชน เพราะยังต้องพึ่งพิงร้านขายของชำอยู่ หรือก็คือมันก็ไม่ได้ตัดขาดมิติทางสังคมโดยสิ้นเชิงแต่อย่างใดส่วนระบบสาธารณูปโภคส่วนใหญ่ เวลานี้มีทั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์และแบตเตอรี่สำหรับกักเก็บพลังงาน ก็ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลเท่าใดนัก รวมถึงรูปแบบการใช้ชีวิตนอกระบบก็พัฒนารูปแบบต่างๆ ออกไปมากมาย อย่างเช่นการอาศัยอยู่ในบ้านรถก็ถือเป็นการใช้ชีวิตนอกระบบรูปแบบหนึ่งเหมือนกันอย่างไรก็ตาม ด้วยความที่บางครั้งความเรียบง่ายถูกนำเสนอผ่านทางโซเชียลมีเดียให้ดู ‘ง่าย’ ก็อาจทำให้มีผู้คนเกิดความเข้าใจผิด
คอลลินส์เล่าว่า เขาได้รับการติดต่อและขอคำแนะนำจากผู้คนจำนวนมากหลังได้ชมวิดีโอจากยูทูบ ซึ่งทางคอลลินส์ก็ได้แต่เพียงตอบกลับว่า “คุณไม่มีทางรอดหรอก”
โดยพื้นฐานการเลือกใช้ชีวิตเช่นนี้ ที่พักถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องเตรียมให้พร้อมก่อนสิ่งใด รวมถึงที่ตั้งก็ต้องไม่มีสภาพอากาศที่เลวร้ายเกินไป และสิ่งสำคัญอีกอย่างที่ขาดไม่ได้ คือ ‘ทักษะการใช้ชีวิต’ อย่างการซ่อมแซมข้าวของต่างๆ หรือกระทั่งเรื่องยากๆ อย่างการล่าสัตว์ ซึ่งทักษะเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องของประสบการณ์ที่ไม่ใช่นึกจะทำก็ทำได้เลย
ยังไม่นับเรื่องต้องพิจารณาร่วมอีกมาก เช่น การเข้าถึงโรงพยาบาลยามเจ็บป่วย ไปจนถึงสุขภาพจิตที่พร้อมเผชิญกับความโดดเดี่ยวเพียงลำพังหรือไม่คอลลินส์เตือนว่า มีผู้คนเสียชีวิตจากการทำงานนอกระบบตลอดเวลาจากสิ่งของต่างๆ เช่น อุบัติเหตุจากเลื่อยไฟฟ้าและสภาพแวดล้อมที่ไม่ได้สวยงามเหมือนภาพในโซเชียลมีเดียต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนทั้งสามในโคโลราโด นับเป็นบทเรียนที่ตอกย้ำถึงความอันตรายของการพยายามใช้ชีวิตนอกระบบ โดยปราศจากการเตรียมตัวและทักษะการเอาชีวิตรอดที่เหมาะสม
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : https://web.facebook.com/photo/?fbid=877810920573912&set=a.811136580574680
Leave a Reply