
ซิฟิลิสคืออะไร? (Syphilis) คือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Treponema pallidum สามารถติดต่อกันได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์โดยตรงไม่ว่าจะเป็นการสอดใส่ ช่องปาก หรือทางทวารหนักรวมถึงอาจติดต่อผ่านการจูบหากมีแผลติดเชื้อในปาก ที่สำคัญคือ ซิฟิลิสเป็น “ภัยเงียบ” ที่บางครั้งไม่แสดงอาการ แต่สามารถทำลายระบบร่างกายภายในได้รุนแรงหากไม่ได้รับการรักษา
สัญญาณเตือนของโรคซิฟิลิสรู้ไว้ไม่เสี่ยง
โรคซิฟิลิสแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ซึ่งแต่ละระยะมีอาการแตกต่างกันไป
- ระยะที่ 1 (Primary): มักมีแผลริมแข็ง (chancre) ไม่เจ็บ มักเกิดบริเวณอวัยวะเพศ ปาก หรือทวารหนักร่วมกับต่อมน้ำเหลืองโต อาการมักหายได้เองในไม่กี่สัปดาห์แต่เชื้อยังคงอยู่ในร่างกาย
- ระยะที่ 2 (Secondary):
ผื่นขึ้นตามร่างกาย ฝ่ามือฝ่าเท้า มีไข้ ปวดเมื่อย เจ็บคอ หรือผมร่วงแบบกระจายแม้ผื่นหายไปเอง แต่อาจเข้าสู่ระยะแฝง - ระยะแฝง (Latent):
ไม่มีอาการแสดงเลย เชื้อแฝงตัวอยู่ในร่างกายได้นานเป็นปีๆ หรือแม้แต่หลายสิบปี ช่วงนี้ผู้ติดเชื้ออาจไม่รู้ตัว และแพร่เชื้อให้ผู้อื่นโดยไม่ตั้งใจ - ระยะสุดท้าย (Tertiary):
หากไม่รักษา เชื้อจะทำลายระบบอวัยวะภายใน เช่น หัวใจ หลอดเลือด ตับ สมองหรือไขสันหลังอาจนำไปสู่ภาวะสมองเสื่อม โรคหัวใจ อัมพฤกษ์ พิการ หรือเสียชีวิตได้
ซิฟิลิสในหญิงตั้งครรภ์ความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม
หากหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อซิฟิลิส โดยไม่รู้ตัวอาจส่งผ่านเชื้อสู่ทารกในครรภ์ทำให้เกิดภาวะ “ซิฟิลิสแต่กำเนิด” (Congenital Syphilis)
- เสี่ยงต่อการแท้ง คลอดก่อนกำหนดหรือทารกเสียชีวิตหลังคลอด
- ทารกที่รอดชีวิต อาจมีปัญหา เช่น หูหนวก ตาบอด พัฒนาการช้า หรือความผิดปกติทางสมอง
ข่าวดีคือ หากตรวจพบตั้งแต่ตั้งครรภ์แรกเริ่ม สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะเพนิซิลลินซึ่งปลอดภัยสำหรับแม่และลูก
ซิฟิลิสต่างจากหนองในอย่างไร?
| จุดเปรียบเทียบ | ซิฟิลิส (Syphilis) | หนองใน (Gonorrhea) |
|---|---|---|
| สาเหตุ | แบคทีเรีย Treponema pallidum | แบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae |
| การติดต่อ | สัมผัสแผลริมแข็งโดยตรง | สัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น น้ำอสุจิ |
| อาการเริ่มต้น | แผลไม่เจ็บ บริเวณอวัยวะเพศ | มีหนองข้นไหล ปัสสาวะแสบ |
| ความรุนแรงระยะยาว | ทำลายระบบประสาท หัวใจ ตับ | ทำให้เป็นหมันหากไม่รักษา |
วิธีตรวจวินิจฉัยซิฟิลิส
- ตรวจเลือด: ใช้หาภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อต่อต้านเชื้อ
- ตรวจจากแผลหรือผื่น: ใช้กล้องจุลทรรศน์ตรวจหาเชื้อโดยตรง
- ควรตรวจสุขภาพทางเพศอย่างน้อยปีละครั้ง หากมีพฤติกรรมเสี่ยง
การรักษารู้เร็วหายได้
โรคซิฟิลิสสามารถรักษาให้หายขาดได้ 100% หากตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆ
- ใช้ยาปฏิชีวนะ “เพนิซิลลิน” เป็นยาหลักในการรักษา
- ผู้ที่รักษาหายแล้วสามารถติดเชื้อซ้ำได้ หากสัมผัสกับผู้ติดเชื้ออีกครั้ง
ห้ามซื้อยากินเอง ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์อย่างใกล้ชิด
การป้องกันซิฟิลิสเริ่มที่ตัวเรา
สวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเปลี่ยนคู่นอนบ่อยตรวจเลือดหาเชื้อเป็นประจำ โดยเฉพาะหากมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันหากสงสัยว่ามีความเสี่ยงควรรีบพบแพทย์ทันที
ทำไมซิฟิลิสจึงยังคงระบาด?
แม้การแพทย์จะพัฒนาไปไกล แต่ซิฟิลิสยังกลับมาระบาดเพิ่มขึ้นในหลายประเทศรวมถึงไทย
- ผู้คนมักละเลยการป้องกัน
- มีคู่นอนหลายคนโดยไม่ใช้ถุงยาง
- ขาดการตรวจคัดกรอง
- อาการไม่ชัดเจนในระยะแรก ทำให้ไม่รู้ตัวว่าเป็นพาหะ
ซิฟิลิสเป็นโรคที่สามารถ “ป้องกันได้” และ “รักษาหายได้” หากเรามีความรู้ความเข้าใจและใส่ใจสุขภาพของตัวเองและคู่ของเรา การป้องกันเริ่มต้นง่ายๆจากการใช้ถุงยางและตรวจเลือดสม่ำเสมอเพราะสุขภาพทางเพศไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนควรรู้และใส่ใจ
Leave a Reply