ณ ชั่วโมงนี้ ถ้าใครยังไม่ขึ้นไปภาคเหนือแค่ฟังข่าวอย่างเดียวว่าไฟป่าและหมอกควันกำลังคละคลุ้งเล่นงานอยู่ เฉพาะที่เชียงใหม่ ลำปางหรือเชียงรายโดยเฉพาะที่เชียงใหม่นั้น ทั้งจุด Hotspot และหรือ PM2.5 ได้ติดอันดับโลกไปหลายวันแล้ว

ขนาดนายกเศรษฐาได้ไปเห็นด้วยตาตัวเอง ถึงริมถนน ก็ได้แค่สั่งการไปตามระเบียบเท่านั้น….หาได้คิดมุกมาตรการดับไฟป่าให้เห็นผลทันท่วงทีไม่จากวันที่นายกไปเห็น มาด้วยตา จนถึงวันนี้ หมอกควัน-ไฟป่า ก็ยังรุกและเร่งลุกลามตามความอ่อนแอของ ผู้บริหารชั้นยอดของภาครัฐต่อไปเราจึงเห็นคนเหนื่อยและร่อแร่ที่สุด คือเจ้าหน้าที่ ระดับแบกเครื่องเป่าลมและแบกจอบเสียมเพื่อขุดถากแนวหญ้าให้เตียน เพื่อป้องกัน สะเก็ดไฟดีดลามข้ามไปติดป่าข้างเคียงสูงไปอีกนิดก็เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด ต้องประดิษฐ์ถ้อยแถลงออกมาแบบไหน เพื่อให้สื่อสารไปยังประชาชนแล้วสบายใจขึ้น
แต่ข้อเท็จจริง ไฟป่า (ฝีมือมนุษย์) กำลังลามเผาป่าต่อไป เหมือนร้านเซเว่นฯ ไม่มี ชั่วโมงพักเหนื่อยเหมือนเจ้าหน้าที่ป่าไม้หรือฝ่ายกรมอุทยานฯขอบอกความจริงให้ ทุกท่านที่อ่านข่าวทราบ ว่า ตั้งแต่อุตรดิตถ์ขึ้นไปถึงเชียงราย แม่ฮ่องสอน พะเยา น่าน ที่มีชายแดนติดเพื่อนบ้านทุกจังหวัด มีหมอกควัน-ไฟป่าคละคลุ้งไปทั่วทั้งภาคเหนือ ภาพที่ส่งมาประกอบนี้ (ดูภาพในคอมเม้นท์) เป็นช่วงเที่ยงวันที่ 6 เมษายน 2567 ที่ อำเภอปง จังหวัดพะเยา ซึ่งเป็นต้นทางต้นแม่น้ำยม ปกติจะเห็นแนวเทือกเขาสูงตระ หง่านจากซ้ายจรดขวาของภาพ แต่เที่ยงวันนี้ เราเห็นเพียงแนวยอดไม้ตามแนวราบเท่านั้น
เทือกดอยที่เห็นทอดยาวไกลสุดตา…หายไปหมด และหายไปทุกวันในหน้าร้อนทั้งฤดูกาล ที่ผ่านมา โดยคาดว่า ถ้ารัฐบาลยังมัวแต่คิดแก้แบบเดิมๆ เทือกเขาเหล่านี้ในภาคเหนือ ก็คงจะจมหายไปในทะเลหมอกควันต่อไป ต่อไป และต่อไปๆ และประเทศไทย ก็จะขึ้น ชั้นเป็นประเทศที่หมอกควันหนาอันตรายติดอันดับ Top Ten ประจานโลกต่อไป
นี่หรือครับ! คือ สิ่งที่เราจะต้องรักษาอันดับโลกให้มันยืดเยื้อเรื้อรังนานเท่านาน ผมเคยหารือกับระดับสูงของกรมที่เกี่ยวกับป่าไม้และอุทยานแห่งชาติมาแล้ว กรมก็ทำได้แค่รับคำสั่งจากหน่วยเหนือไปปฏิบัติเท่านั้น และผลก็คืออย่างที่เห็นในวันนี้ ในฐานะที่ผมเป็นนักเดินทางคนหนึ่ง และเดินทางขึ้น-ลง กรุงเทพ-ภาคเหนือเดือนละ 2 ครั้ง โดยเฉลี่ยมานานแรมปี เคยนำองค์กรเล็กๆ ของสื่ออาวุโสไปปลูกป่าที่ต้นน้ำยมมาหลายปี ผมเห็นสภาพของป่า (ไม่ต้องเข้าลึกไปในป่าดิบ เอาแค่ป่าริมถนนก็พอ) จาก 1 ปีจนผ่านมา 5 ปี 10 ปี ผมเห็นได้ด้วยสายตาชัดเจนว่า จากสภาพป่าบนดอยริมถนนที่เคยทึบมาก ก็กลายเป็นป่าโปร่ง (เหมือนคนผมดก แล้วโดนยาสระผมที่มีสารเคมีเข้มๆ ล้างสระเกือบทุกวัน จนวันนี้เส้นผมก็บางลงๆ จนล้านเลี่ยน) และวันนี้ป่าที่ภาคเหนือก็โล้นเตียนไม่ต่างกับคนผมดกโดนยาสระผมแรงๆมานานจนหัวล้านเช่นกัน (ใครไม่เคยหัวล้านแบบนี้ จะไม่รู้สึก แต่คนอยู่ในเมืองใหญ่ๆ จะเจอสภาพแบบนี้) มีเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับป่าไม้บางท่านได้เผยตัวเลขป่าถูกเผาปีนี้ เฉพาะที่ภาคเหนือ ประมาณ 100,000 ไร่ คนผมดกไม่ค่อยตกใจ แต่คนหัวล้าน ต้องสำเหนียกได้แล้ว….เผอิญ ผมยังเห็นนายกเมืองไทยหัวยังไม่ล้าน ท่านก็คงยังกล้อมแกล้มฉุยฉายเหมือนเดิม เสมือนคนเป็นหวัด คือ สั่งขี้มูกต่อไป แต่ถ้าท่านเกิด “ปิ๊ง” เปลี่ยนวิธีคิด และอยากเห็นว่า ขืนเป็นอย่างนี้ต่อไป มันไม่ใช่แค่ หมอกควัน-ไฟป่าติดอันดับโลกเท่านั้น แต่ผลที่ตามมาคือ โลกร้อน แผ่นดินไทยซึ่งเคยร่มเย็นเพราะธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าวในป่า เขามีป่าไม้หนาทึบ สามารถดูดซับภาวะโลกร้อน แผ่นดินที่รุ่มร้อนทั้งประเทศให้อุณหภูมิสูงอย่างมาก ไม่เกิน 35 องศาได้ จะเชิญชวนนักท่องเที่ยวต่างชาติให้มาสัมผัสธรรมชาติ ที่ร่มเย็นเขียวขจีไปทุกภูมิภาค ท่านเศรษฐา ต้อง ”คิดใหม่ ทำใหม่ และทำให้เป็นความจริง” ขึ้นมาให้ได้ ไม่งั้น เสียชื่อพรรคการเมืองที่ท่านสังกัด และผลักดันให้ท่านขึ้นมาเป็นนายกฯ
พยายามนำหลักคิดแบบ CEO ภาคเอกชน มาปรับเปลี่ยนบริบทให้ปัญหาบุกรุกเผาป่า-ดับหมอกควันให้ได้ จึงจะได้ชื่อว่าเป็นนักบริหารชั้นเซียนผมน่ะ เห็นช่องทางและโอกาสเหล่านี้มานานแล้ว ครั้นจะเสนอไปตรงๆ เกรงว่าท่านจะดูถูกความคิดของชาวบ้านเปล่าๆ แต่รับรองได้ว่า ง่ายกว่าแจกเงินดิจิทัลหลายเท่า แถมเป็นผลงานที่จับต้องได้ แล้วท่านจะได้มหามิตรที่สำคัญทางการเมืองอีกด้วย !! ไม่เชื่อ อย่าลบหลู่ก็แล้วกัน
BY ณรงค์ ปานนอก : ประธานชมรมคอลัมนิสต์ นักจัดรายการวิทยุและโทรทัศน์ไทย

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : https://www.facebook.com/Salikaknowledge


Posted

in

by

Tags:

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *