
การเลี้ยงลูกด้วยอารมณ์หรือการใช้เสียงดังอาจไม่ได้เป็นแค่การลงโทษชั่วคราวแต่อาจกลายเป็นบาดแผลทางใจระยะยาวที่ส่งผลเสียต่อพัฒนาการของเด็กโดยไม่รู้ตัวข้อมูลการสำรวจจากสมาคมจิตวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (American Psychological Association: APA) ระบุว่าเด็กที่ถูกดุด่าตะคอกหรือทำให้เกิดความกลัวและความเสียใจเป็นประจำมีความเสี่ยงต่อสุขภาพจิตและพฤติกรรมอย่างน่าตกใจ
- เสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าสูงขึ้น 33% เมื่อเทียบกับเด็กที่ไม่ถูกกระทำด้วยความรุนแรงทางวาจา
- มีแนวโน้มพัฒนาพฤติกรรมก้าวร้าวหรือประสบปัญหาในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นในอนาคตสูงถึง 43%
ผลกระทบทางประสาทวิทยาสมองของลูกเปลี่ยนไปอย่างไร?
การดุด่าด้วยความรุนแรงส่งผลเสียไม่ต่างจากการทำร้ายร่างกาย ทางการแพทย์พบว่าการตะคอกกระตุ้นให้สมองของเด็กปลดปล่อยคอร์ติซอล (Cortisol) หรือฮอร์โมนแห่งความเครียดออกมาในปริมาณมากซึ่งหากเกิดขึ้นเป็นประจำจะส่งผลต่อการพัฒนาของสมองโดยตรง
- ลดประสิทธิภาพการเรียนรู้สมองส่วนฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับความจำและการเรียนรู้จะมีขนาดลดลงหรือทำงานได้น้อยลง
- กระทบการควบคุมอารมณ์สมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ที่ทำหน้าที่ตัดสินใจและจัดการอารมณ์ถูกขัดขวางการพัฒนาส่งผลให้เด็กโตไปเป็นคนควบคุมอารมณ์ตนเองได้ยาก
หยุดวงจรความรุนแรงคำแนะนำสำหรับพ่อแม่ความไม่พร้อมสภาวะอารมณ์หรือความเครียดจากการเลี้ยงดูมักเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้ใหญ่พลั้งปากใช้ความรุนแรงกับเด็กอย่างไรก็ตามการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ปกครองสามารถเริ่มต้นได้ด้วยแนวทางต่อไปนี้
- ตั้งสติและเว้นระยะ (Time-out for Parents) เมื่อรู้สึกว่ากำลังจะหมดความอดทนให้สูดหายใจเข้าลึกๆหรือเดินออกจากสถานการณ์ตรงนั้นสักครู่ก่อนจะพูดกับลูก
- ใช้การสื่อสารเชิงบวก (Positive Discipline) เน้นการอธิบายเหตุและผลแทนการใช้อารมณ์หรือคำพูดที่ลดทอนคุณค่าในตัวเด็ก
- ขอความช่วยเหลือเมื่อเครียดเกินรับมือหากรู้สึกว่าสภาวะอารมณ์ส่งผลกระทบต่อการเลี้ยงดูการปรึกษาจิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านครอบครัวไม่ใช่เรื่องผิดแปลกแต่เป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนในบ้าน
คำพูดและความรู้สึกของเด็กในวันนี้คือรากฐานสุขภาพจิตของเขาในวันหน้าการเปลี่ยนวิธีสื่อสารด้วยความเข้าใจและรับฟังจึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับสมองและหัวใจของลูกน้อย
Leave a Reply