ด้วยความสมดุลของรสชาติ รสสัมผัสและความแซ่บที่เป็นเอกลักษณ์ส้มตำจึงกลายเป็นหนึ่งในอาหารยอดนิยมของคนไทยทุกภูมิภาค 

ทำให้สามารถพบเห็นร้านส้มตำได้ทั่วประเทศไม่ว่าจะเป็นร้านริมทาง ตลาดนัดหรือแม้แต่บริเวณใกล้เคียงออฟฟิศต่างๆหลายแหล่งข่าวระบุว่าความนิยมของส้มตำในกรุงเทพฯ เริ่มต้นจากแรงงานชาวอีสานที่เข้ามาทำงานในพื้นที่ก่อสร้างพวกเขาต้องการรับประทานอาหารที่คุ้นเคยจึงมีผู้ค้าขายส้มตำและอาหารอีสานตามรถเข็นจนในที่สุดได้มีการเปิดร้านอาหารอีสานถาวรขึ้นชื่อ “ส้มตำ” มาจากคำว่า “ตำส้ม” ซึ่งหมายถึงการตำผลไม้ต่างๆไม่จำเป็นต้องเป็นส้มเสมอไป เช่น ตำแตง ตำถั่ว ตำกล้วยดิบ เป็นต้น แต่ที่เป็นที่นิยมมากที่สุดคือ “ตำบักหุ่ง” หรือมะละกอ มะละกอเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาและแพร่หลายมาสู่ประเทศไทยในภายหลังโดยได้รับความนิยมปลูกมากขึ้นเมื่อมีการสร้างรถไฟสายมิตรภาพ ทำให้มีการแลกเปลี่ยนวัตถุดิบระหว่างภาค ในอดีต ส้มตำบ้านๆของอีสานจะใช้พริกแห้งเม็ดยาว ไม่ค่อยใช้พริกสด ใช้น้ำปลาร้ามากกว่าน้ำปลา รสชาติจะไม่หวานมาก แต่เปรี้ยวจากการใส่มะนาวและน้ำมะขามเปียกส้มตำยุคปัจจุบันมีความหลากหลายทั้งวัตถุดิบและเครื่องปรุง ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมต่างถิ่น เช่น ตำผลไม้นานาชนิด ส้มตำไทยไข่เค็ม ส้มตำปูดอง และยังมีการใช้ผงชูรส น้ำปลาพร้อมรับประทาน รวมถึงน้ำมะนาวขวด เพื่อความสะดวกรวดเร็ว ส้มตำในฐานะตัวแทนอาหารไทย นอกจากรสชาติที่ลงตัวแล้ว ส้มตำยังสะท้อนรสสัมผัสที่หลากหลาย ทั้งกรุบกรอบจากเส้นมะละกอ นิ่มนุ่มจากเนื้อสัตว์ย่าง มันจากปลาย่าง พร้อมด้วยเครื่องเคียงอย่างข้าวเหนียว ขนมจีน ผักพื้นบ้าน ฯลฯ มองว่าส้มตำเป็นตัวแทนที่ดีของอาหารไทย เนื่องจากมีความสมดุลครบรสทั้ง 5 รส ได้แก่ เปรี้ยว เค็ม หวาน เผ็ด และขม อีกทั้งยังแฝงไปด้วยมิติทางวัฒนธรรมผ่านเครื่องปรุง อุปกรณ์ประกอบ เช่น ครกสำหรับโขลกส้มตำ สาก และกระติ๊บข้าวเหนียวประเด็นด้านสุขภาพจากการบริโภคส้มตำ แม้ส้มตำจะถูกมองว่าเป็นอาหารคลีนและเหมาะสำหรับผู้ลดน้ำหนัก แต่การบริโภคมากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ โดยเฉพาะจากการใช้วัตถุดิบที่ผ่านการตัดต่อพันธุกรรมอย่างมะละกอ ซึ่งยังไม่มีการยืนยันถึงความปลอดภัยอย่างชัดเจนการได้รับโซเดียมหรือเกลือในปริมาณสูงจากการบริโภคส้มตำที่มีการปรุงรสด้วยเครื่องปรุงต่างๆ อย่างผงชูรส น้ำปลา น้ำปลาร้า เป็นประจำ อาจนำไปสู่ผลเสียต่อสุขภาพได้หลายประการ ดังนี้ ไตเสื่อม เนื่องจากไตเป็นอวัยวะหลักที่ทำหน้าที่ขับโซเดียมส่วนเกินออกจากร่างกาย การได้รับโซเดียมมากเกินไปจะเป็นภาระต่อไต ความดันโลหิตสูง เมื่อร่างกายได้รับโซเดียมมากเกินไป จะมีการกักเก็บน้ำเพื่อรักษาสมดุลของเหลวในร่างกายส่งผลให้ปริมาณน้ำในหลอดเลือดเพิ่มขึ้น กระตุ้นให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูง อาการบวมน้ำ เกิดจากการคั่งของน้ำและเกลือ โดยเฉพาะบริเวณเท้า นิ้วมือและเอ็นร้อยหวายส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภคของหวานเพิ่มขึ้น เนื่องจากร่างกายต้องการน้ำเพื่อลดความเข้มข้นของเกลือในกระแสเลือด จึงหันไปบริโภคเครื่องดื่มหวานๆ มากขึ้นซึ่งเสี่ยงต่อโรคอ้วนและเบาหวานสัญญาณเตือนว่าร่างกายได้รับโซเดียมหรือน้ำตาลมากเกิน ได้แก่ ถุงใต้ตาบวม ผิวหมองคล้ำ ซึ่งเป็นผลจากการทำงานหนักของไตในการขับของเสียออกจากร่างกายดังนั้น หากต้องการบริโภคส้มตำเพื่อควบคุมน้ำหนักควรเลือกส้มตำที่ปรุงรสอย่างอ่อนลดหรืองดการใช้เครื่องปรุงที่มีโซเดียมสูง เช่น น้ำปลาร้า ปูดอง และผงชูรส เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวหากต้องการทำส้มตำที่อร่อยและได้สารอาหารครบถ้วน โดยไม่ต้องกังวลเรื่องโซเดียมสูง โบแนะนำสูตรดังนี้:
– ใช้วัตถุดิบสด ได้จากการปลูกแบบอินทรีย์ ไม่ผ่านการตัดต่อพันธุกรรม เช่น มะละกอ ถั่วฝักยาว พริกสด กระเทียม มะนาว
– หลีกเลี่ยงการใช้ผงชูรส น้ำปลาพร้อมบริโภค แทนที่ด้วยน้ำปลาคั้นสดจากปลาดิบ และน้ำปลาร้าคุณภาพดี
– โขลกพริก กระเทียม และถั่วฝักยาวลงในครกให้แตก ไม่ต้องละเอียดจนเกินไป
– ใส่เส้นมะละกอ น้ำปลา น้ำปลาร้า (หากต้องการ) น้ำตาลมะพร้าวบริสุทธิ์เล็กน้อย และคั้นน้ำมะนาวสดลงไป ปรุงรสให้กลมกล่อม
– เติมเส้นมะละกอ พริกสด มะเขือดำ และใบมะกอกตามชอบ คนให้เข้ากัน ปรุงรสอีกครั้ง
– เสิร์ฟพร้อมข้าวเหนียว ขนมจีน และผักสดตามถนัด เช่น ผักบุ้ง กะหล่ำปลี ฟักทอง เป็นต้นด้วยวิธีนี้ ส้มตำจะยังคงรสชาติอร่อยและสมดุลทั้ง 5 รส โดยมีสารอาหารครบถ้วนและไม่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะสุขภาพจากโซเดียมสูงเหมาะสำหรับทั้งผู้รักสุขภาพและผู้ลดน้ำหนักอย่างแท้จริง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.facebook.com/iweltythailand


Posted

in

by

Tags:

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *