
โลกการทำงานยุคก่อนมักสอนให้เราพิสูจน์ตัวเองผ่านงานคนที่ดูอนาคตไกลต้องเป็นประเภทที่เอาจริงเอาจังกับงานตลอดเวลาอยู่ดึกรับทุกงานพร้อมแสตนบาย 24 ชั่วโมงและอยากจะปีนบันไดสายอาชีพให้โตเร็วที่สุดแต่ยุคนี้เราเริ่มเห็นคนทำงานอีกแบบหนึ่งมากขึ้น
- ทำงานดี มีความรับผิดชอบ
- แต่ไม่ขอลงไปเล่นเกมแข่งขันแย่งชิงตลอดเวลา
- ไม่รีบร้อนอยากเป็นหัวหน้าคน
- ไม่ยอมให้ “งาน” กลายมาเป็นตัวตนทั้งหมดของชีวิต
- และไม่ยอมแลกเวลาชีวิตกับตำแหน่งหน้าที่
หลายคนอาจมองว่าพวกเขาไม่มีความทะเยอทะยาน (Unambitious) แต่ในทางจิตวิทยามีคำนิยามคนกลุ่มนี้ไว้ได้อย่างลึกซึ้งว่าพวกเขากำลังมีภาวะ “Quiet Ambition” หรือความทะเยอทะยานแบบเงียบๆครับ
Quiet Ambition อยากเติบโตแต่ไม่ขอพังชีวิตตัวเองระหว่างทาง
คนกลุ่มนี้ไม่ได้ขี้เกียจและไม่ได้หยุดพัฒนาตัวเองนะพวกเขาแค่ไม่ได้อยากชนะทุกคนไม่ได้อยากดังที่สุดหรือปีนบันไดให้เร็วที่สุดแต่พวกเขายังอยากเติบโตแค่เป็นการเติบโตโดยที่ยังมีชีวิตเหลืออยู่สิ่งที่ทำให้พวกเขาเปลี่ยนความคิดเพราะพวกเขาเห็นตัวอย่างของคนที่ “สำเร็จแต่ไม่มีความสุข” มาเยอะแล้ว
- เห็นหัวหน้าที่เงินเดือนสูงลิ่ว… แต่ไม่มีเวลาได้ดูหน้าลูก
- เห็นผู้บริหารตำแหน่งใหญ่โต… แต่ความเครียดรุมเร้าจนสุขภาพพัง
- เห็นคนที่โตเร็วปานจรวด… แต่สุดท้ายต้องหมดไฟ (Burnout) จนไม่เหลือแรงใช้ชีวิต
คำถามใหม่ของคนทำงานยุคนี้
เมื่อเห็นความสำเร็จที่ต้องแลกมาด้วยความพังทลายคนรุ่นใหม่จึงเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองใหม่ว่า
- “งานนี้มันคุ้มกับสุขภาพจิตเราจริงไหม?”
- “เงินที่เพิ่มขึ้น แลกกับชีวิตที่หายไป คุ้มกันหรือเปล่า?”
- “เราอยากได้ตำแหน่งจริงๆ หรือแค่อยากให้คนอื่นยอมรับ?”
- “ถ้าสำเร็จขึ้นมาแล้ว… เราจะยังเหลือชีวิตไว้ใช้ไหม?”
การรู้ว่าอะไรที่เราไม่เอาบางครั้งมันก็สำคัญพอๆกับการรู้ว่า “เราอยากได้อะไร” การเลือกที่จะไม่เอาคุณค่าชีวิตไปผูกไว้กับผลงาน (Productivity) อย่างเดียวจึงไม่ใช่เรื่องผิดและไม่ใช่เรื่องของคนอ่อนแอแยกให้ออกระหว่าง “Work-Life Balance” กับข้ออ้างแน่นอนครับว่าในโลกความเป็นจริงยังมีบางคนที่หยิบยกคำว่า Work-Life Balance มาใช้เป็น “ข้ออ้าง” เพื่อที่จะไม่พัฒนาตัวเองเลยแต่อยากให้แยกแยะออกจากกลุ่ม Quiet Ambition ให้ชัดเจนเพราะคนกลุ่มหลังนี้พวกเขาไม่ได้หยุดโตเขาแค่เลือกที่จะไม่เติบโตบนความพังทลายของตัวเอง สรุปส่งท้ายบางทีคนที่ดูไม่ทะเยอทะยานที่สุดในออฟฟิศอาจเป็นคนที่ฉลาดและเข้าใจชีวิตมากที่สุดก็ได้เพราะสุดท้ายแล้วความสำเร็จที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่การวิ่งไปให้ได้ไกลที่สุดแต่คือการไปได้ไกลโดยที่ยังเหลือตัวตนของเราอยู่ครบถ้วนและมีความสุขระหว่างทางต่างหากครับ
Leave a Reply