ทำสิ่งที่ไม่ชอบก็ยังล้มเหลวได้งั้นก็ลองทำสิ่งที่รักดูสิบทเรียนจากความล้มเหลวของพ่อที่ทำให้ Jim Carrey เลือกเส้นทางนักแสดงอาชีพ

ความล้มเหลวถือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ว่าเราพยายามจะหลีกเลี่ยงหรือเลือกใช้ชีวิตบนเส้นทางที่ปลอดภัยแค่ไหนก็ตามนั่นคือสิ่งที่ จิม แคร์รีย์ (Jim Carrey) ในวัย 12 ปีได้เรียนรู้ และเป็นบทเรียนที่ทำให้เขากลายเป็นนักแสดงตลกอาชีพที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งความทรงจำของผมกับแคร์รีย์เริ่มต้นจากภาพยนตร์เรื่อง ‘เดอะ มาสก์’ (The Mask) หรือชื่อไทยว่า ‘หน้ากากเทวดา’ ที่ตัวเองจะมีพลังเหนือมนุษย์หากใส่หน้ากากวิเศษ เป็นหนังแนวซูเปอร์ฮีโร่-คอมเมดีที่เต็มไปด้วยสีสันและเสียงตลก ใบหน้าและท่าทางของเขาล้วนทำให้ผู้ชมเฮฮาและสนุกไปด้วยอยู่เสมอตั้งแต่นั้นมาผมก็ติดตามผลงานของเขามาโดยตลอด ตั้งแต่ Ace Ventura, Dumb & Dumber, Liar Liar (ภาพปกบทความ), The Truman Show, Yes Man, Bruce Almighty, Eternal Sunshine of the Spotless Mind และอีกเยอะแยะมากมายแต่กว่าแคร์รีย์จะมาถึงจุดนี้ได้ เขาต้องผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไม่น้อยเรียกว่าชีวิตเริ่มต้นจากติดลบก็คงไม่ผิดนัก เติบโตมาในครอบครัวที่สภาพแวดล้อมไม่ได้เพียบพร้อมสักเท่าไหร่นักฐานะของครอบครัวลูกสี่คนเรียกว่าปากกัดตีนถีบมาโดยตลอดพ่อเป็นคนเดียวที่หาเงินเข้าบ้าน ส่วนคุณแม่ไม่สามารถทำงานได้เนื่องจากมีอาการป่วยทางจิตและเสพติดยาแก้ปวดคุณพ่อของเขาแม้จะมีความเป็นศิลปินในตัวเองสูงและแคร์รีย์เชื่อว่ามีความสามารถเพียงพอที่จะเป็นนักแสดงตลกที่โด่งดังได้ ด้วยความรับผิดชอบหาเงินเลี้ยงดูครอบครัว การเป็นนักแสดงตลกสำหรับพ่อคือความฝันที่ไม่มีทางเอื้อมถึง สุดท้ายก็ล้มเลิก และไปทำงานที่คิดว่าปลอดภัยที่สุดอย่างนักบัญชีแทนแต่สุดท้ายตอนแคร์รีย์อายุได้ประมาณ 12 ปี พ่อของเขาก็ถูกปลดออกจากงาน งานที่ไม่ได้อยากทำแต่ต้องทำเพราะคิดว่าเป็นงานที่ปลอดภัยที่สุดแล้วแคร์รีย์บอกว่า“มันเหมือนโดนเตะเข้าที่ท้องแบบจุกๆ เลย”
มันเป็นช่วงชีวิตที่ยากลำบาก ในปี 1978 แคร์รีย์ต้องออกจากโรงเรียนตอนอายุ 16 มาทำงานเป็นคนทำความสะอาดในโรงงานคนในบ้านต้องช่วยกันหาเงินเพื่อจะให้อยู่รอดแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่เพียงพอที่จะจ่ายค่าบ้านจนสุดท้ายทั้งครอบครัวก็กลายเป็นคนไร้บ้านอาศัยอยู่ในเต็นท์ย้ายไปเรื่อยๆ ตามส่วนต่างๆของเมืองแม้ภายหลังเขาจะเล่าถึงประสบการณ์นี้ด้วยรอยยิ้มว่า “พ่อตกงานและผมก็กลายเป็นคนไร้บ้านอยู่ช่วงหนึ่ง แน่นอนผมโตมาในประเทศแคนาดา ตอนนั้นผมเลยคิดไปว่าพวกเขากำลังไปตั้งแคมป์กันอยู่” แต่ลึกๆ แล้วภายในเขาก็รู้สึกโมโหกับชีวิตไม่น้อยโชคดีที่เขาหันไปโฟกัสกับการใช้รอยยิ้มและเสียงหัวเราะเพื่อบรรเทาความขมขื่นของชีวิตและเริ่มแสดงตลกแบบสแตนด์อัปคอเมดี้ โดยพ่อของเขาก็มาช่วยเขียนสคริปต์ด้วย แต่การเริ่มต้นก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ การแสดงครั้งแรกเขาถูกโห่ลงจากเวทีด้วยซ้ำแต่ความล้มเหลวไม่ได้ทำให้เขาหยุดและล้มเลิก เขากลับปรับสคริปต์ของตัวเองไปเรื่อยๆ จนกระทั่งกลับไปแสดงอีกครั้ง แล้วก็ทำได้ดีขึ้น และดีขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งปี 1979 ก็เริ่มหาเงินเพียงพอจากการแสดงของตัวเองได้ ด้วยสีหน้า รอยยิ้ม และพลังงานที่เหลือล้น ทำให้แคร์รีย์เริ่มมีชื่อเสียงจนได้โอกาสเป็นนักแสดงที่ขึ้นเปิดงานก่อนนักแสดงตลกชื่อดังคนอื่นๆ หลายต่อหลายครั้งพออายุ 19 ปี เขาก็ย้ายมาอยู่ที่ลอสแอนเจลิสเพื่อตามหาความฝันครั้งใหญ่ในการเป็นนักแสดงในทีวีและภาพยนตร์ รับบทเล็กบทน้อย สร้างชื่อเสียงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาโด่งดังและเป็นที่รู้จักจากภาพยนตร์คอมเมดี Ace Ventura (นักสืบซูเปอร์เก็ก) ตามด้วย The Mask และอื่นๆ อีกมากมายในการกล่าวปาฐกถาปี 2014 ที่ Maharishi University of Management (สามารถดูลิงก์ได้ในอ้างอิง) แคร์รีย์แชร์ประสบการณ์ชีวิตของตัวเองที่ต้องเผชิญหน้ากับความกลัว ความล้มเหลว และการค้นหาความฝันของตัวเองให้กับหนุ่มสาวที่กำลังจะออกไปเผชิญโลกกว้างหลังรั้วมหาวิทยาลัยได้อย่างกินใจ เขาให้กำลังใจทุกคนให้กล้าที่จะลองเสี่ยงทำในสิ่งที่ตัวเองรักมากกว่าเดินไปบนทางที่สร้างขึ้นมาด้วยความรู้สึกกลัว เขาเล่าว่า “พ่อของผมสามารถเป็นนักแสดงตลกเก่งๆ ได้เลยนะ แต่เขาไม่เชื่อว่ามันเป็นไปได้สำหรับเขา เขาจึงตัดสินใจเลือกทางที่ระมัดระวังเขาเลือกงานที่ปลอดภัยอย่างนักบัญชีและตอนผมอายุ 12 เขาก็ถูกปลดออกจากงาน และครอบครัวของเราก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอด” บทเรียนที่เขาเขียนเรียนรู้ตอนนั้นคือ “[ในเมื่อ] ทำสิ่งที่ไม่ชอบก็ยังล้มเหลวได้ ถ้าแบบนั้นไม่ลองเสี่ยงทำในสิ่งที่คุณรักดูละ” เรื่องราวชีวิตของแคร์รีย์ทำให้เห็นว่าความล้มเหลวไม่ได้เป็นสิ่งที่กำหนดตัวตนของเรา มันเกิดขึ้นได้ตลอดไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือเลือกทำอะไรก็ตาม เพราะฉะนั้นอย่ากลัวที่จะลองทำในสิ่งที่ตัวเองรักและอยากทำจริงๆ “ความกลัวจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตแต่เราสามารถที่จะกำหนดได้ว่าจะให้มันมีส่วนกับชีวิตเราเท่าไหร่ เราสามารถใช้ทั้งชีวิตจินตนาการถึงปีศาจร้าย กังวลเกี่ยวกับเส้นทางไปสู่อนาคต แต่ทุกอย่างที่มีอยู่จริงๆ คือสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ และพื้นฐานของการตัดสินใจในตอนนี้ที่มาจากความรักหรือความกลัว เราหลายคนเลือกเส้นทางที่ดูมีเหตุผลรองรับเพราะความกลัว สิ่งที่เราต้องการจริงๆ ดูเหมือนไกลเกินเอื้อมจนเราไม่กล้าที่จะฝันถึงด้วยซ้ำ แต่ผมอยากจะบอกว่า ผมคือหลักฐานที่บ่งบอกว่าเราสามารถทำสิ่งที่ฝันได้จริงๆ” โสภณ ศุภมั่งมี (บรรณาธิการเพจ aomMONEY)

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :https://www.facebook.com/aommoneyth


Posted

in

by

Tags:

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *