
หลายคนอาจเคยเจอกับภาวะที่ชีวิตภายนอกยังดูปกติดีทุกอย่างยังเข้าประชุมครบส่งงานตรงเวลาตอบแชตเพื่อนได้และหัวเราะกับเรื่องตลกในออฟฟิศได้ตามปกติแต่ทันทีที่ก้าวขาข้ามธรณีประตูบ้านความรู้สึกหมดพลังกลับทะลักเข้ามากระทันหันไม่อยากคุยกับใครไม่มีแรงแม้แต่จะทำกิจกรรมที่เคยชอบ หรือแม้แต่การจัดการงานง่ายๆก็ต้องใช้พลังใจมากกว่าปกติ จนเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าหรือจริงๆแล้วเราแค่ขี้เกียจ?ในทางจิตวิทยาและประสาทวิทยาศาสตร์ ปรากฏการณ์นี้มีคำอธิบายที่ลึกซึ้งกว่าคำว่าขี้เกียจ งานวิจัยเชิงระบบโดย Horne และคณะ (2021) ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Clinical Psychology Review ชี้ให้เห็นว่าผู้ที่มีภาวะซึมเศร้าหรือสมองอยู่ในภาวะล้าสะสมจะมีความเต็มใจในการออกแรง (Willingness to expend effort) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญไม่ว่าจะเป็นแรงกายหรือแรงสมอง (Cognitive and Physical Effort) เพื่อให้ได้มาซึ่งรางวัลหรือความสุขนั่นหมายความว่าสิ่งที่เรากำลังเผชิญ อาจไม่ใช่การไม่อยากทำแต่เป็นเพราะสมองประเมินว่าการลงมือทำสิ่งนั้นต้องใช้พลังงานสูงกว่าปกติหลายเท่า
3 สาเหตุหลักที่ทำให้ภายนอกดูไหวแต่ข้างในหมดแรง
- ภาวะ High-Functioning Depression (ซึมเศร้าแบบยังทำงานได้) ผู้ป่วยกลุ่มนี้ยังคงรับผิดชอบหน้าที่ประจำวันได้ดีเนื่องจากกลไกการปรับตัว (Coping Mechanism) หรือความรับผิดชอบสูงแต่ต้องแลกมาด้วยการใช้พลังงานสมองอย่างหนักเพื่อพยุงหน้าต่างความปกติเอาไว้ตลอดวัน
- ภาวะสมองล้าสะสม (Mental & Cognitive Fatigue) การทำงานหนักการพักผ่อนไม่เพียงพอหรือการรับความเครียดเรื้อรังทำให้ระบบสารประสาทในสมอง (เช่น โดปามีน ซึ่งเกี่ยวข้องกับแรงจูงใจ) ทำงานลดลงส่งผลให้การตั้งเป้าหมายและการลงมือทำทำได้ยากขึ้น
- ภาวะหมดไฟ (Burnout Syndrome) ความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมในการทำงานหรือการใช้ชีวิตที่หนักเกินไปทำให้เกิดอาการหมดพลังใจเมื่อกลับสู่พื้นที่ส่วนตัว
ข้อมูลเพิ่มเติม&ข้อแนะนำในการดูแลตัวเอง
การประเมินสุขภาพจิตของตนเองไม่ได้ดูแค่ว่าเรายังทำงานได้ไหม? แต่อยู่ที่เราต้องใช้พลังงานมากแค่ไหนเพื่อพยุงตัวเองให้ทำสิ่งที่เคยทำได้เป็นปกติ? หากคุณพบว่าตัวเองต้องฝืนใช้พลังงานทั้งหมดที่มีเพียงเพื่อให้ดูเหมือนยังไหวนี่คือแนวทางการรับมือเบื้องต้น
- เลิกโทษตัวเองว่าขี้เกียจให้ตระหนักว่าอาการหมดพลังเป็นสัญญาณเตือนทางกายภาพและจิตใจไม่ใช่ข้อบกพร่องทางนิสัย
- ตั้งขอบเขตการใช้พลังงาน (Energy Budgeting) ลดการทำกิจกรรมที่ไม่จำเป็นหลังเลิกงานให้เวลาร่างกายและจิตใจได้พักผ่อนอย่างจริงจังโดยไม่ต้องรู้สึกผิด
- สังเกตระยะเวลาและความถี่หากภาวะนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์และเริ่มกระทบต่อคุณภาพชีวิตหรือความสัมพันธ์ให้ถือเป็นสัญญาณที่ควรใส่ใจ
- ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญโดยไม่ต้องรอให้ถึงจุดวิกฤตการพบนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ไม่ใช่เรื่องของคน “บ้า” หรือ “ไม่ไหวแล้ว” เท่านั้นแต่เป็นการตรวจเช็กและซ่อมบำรุงสุขภาพใจเพื่อป้องกันไม่ให้ความล้าสะสมพัฒนากลายเป็นภาวะซึมเศร้าเรื้อรัง
อ้างอิง: Horne, S. J., et al. (2021). Depression and the willingness to expend cognitive and physical effort for rewards: A systematic review. Clinical Psychology Review, 83, 101944.
Leave a Reply