
[บทความโดย: ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์]
รู้หรือไม่? ในจำนวนแรงงาน 39.63 ล้านคน มีอัตราการว่างงานคิดเป็น 0.42% เมื่อจำแนกตามระดับการศึกษา พบว่า ในจำนวนคนว่างงานทุกๆ 100 คน จะเป็นคนที่จบอุดมศึกษา 46 คน มัธยมปลาย 15 คน มัธยมต้น 18 คน ประถมศึกษา 18 คน ต่ำกว่าประถมศึกษา 2 คน สรุปได้ว่า ‘ยิ่งมีการศึกษาสูง ยิ่งว่างงาน’ แล้วทำไมการว่างงานจึงเกิดกับเด็กจบใหม่การศึกษาสูง ..นี่คือสาเหตุบางส่วนที่มีความสอดคล้องกับปรากฏการณ์นี้ ได้แก่
Dis-Qualification ตำแหน่งงานว่างไม่สอดคล้องกับทักษะ/วุฒิการศึกษา/ค่านิยมของเด็กจบใหม่ความต้องการแรงงานส่วนใหญ่ในทุกภูมิภาคเป็นกลุ่มอาชีพพื้นฐาน อาทิ แรงงานภาคการค้าและบริการ และเน้นวุฒิการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรีสะท้อนถึงปัญหา Dis-Qualification
Skill Mismatch แรงงานมีระดับการศึกษาไม่ตรงกับระดับทักษะที่จำเป็นต่องานนั้นๆ
บางบริษัทขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะด้านเทคโนโลยี อาทิ โปรแกรมเมอร์ Data Scientist ซึ่งค่อนข้างหายากในภูมิภาค โดยเป็นสาขาที่คนจบมาน้อย สะท้อนถึงปัญหา Skill Mismatch ทั้งในปัจจุบัน และอีกอย่างน้อยใน 2-3 ปีข้างหน้า
เด็กจบใหม่นิยมประกอบอาชีพอิสระมากขึ้น
โดยเฉพาะในภาคการค้าและบริการ พบว่า เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 4.6 หมื่นคน ในปี 2562 เป็น 5.6 หมื่นคน ในปี 2564
ทักษะที่นายจ้างต้องการ ไม่มีสอนในมหาวิทยาลัยไทย และมหาวิทยาลัยรัฐปรับตัวช้า
Soft Skill ที่นายจ้างต้องการมาก เช่น ความสามารถในการสื่อสาร การทำงานเป็นทีม ความคิดสร้างสรรค์ การปรับตัวได้เร็ว ทักษะภาษาอังกฤษ ทักษะดิจิทัล และทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) ทักษะเหล่านี้พบว่า ไม่มีสอนในมหาวิทยาลัยไทย
อีกทั้งมหาวิทยาลัยรัฐ ปรับตัวและปรับเปลี่ยนหลักสูตรได้ช้ามาก เพราะรายได้ของมหาวิทยาลัยไม่ผูกกับการมีงานทำของผู้เรียน ทุกปีก็ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลอยู่แล้ว ไม่มีแรงกดดันให้ต้องเปลี่ยน ต่างจากมหาวิทยาลัยเอกชนต้องปรับตัวและปรับหลักสูตรให้ตรงตามความต้องการของนายจ้างเพื่อดึงดูดให้มีนักศึกษามาสมัครเรียน
ธุรกิจมีแนวโน้มลดการพึ่งพาการใช้คน
หลายองค์กรเริ่มลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้น ลดการพึ่งพาแรงงานมนุษย์ หลายบริษัทมีการปรับลดจำนวนพนักงาน โดยบางส่วนให้พนักงานทำหลายหน้าที่มากขึ้น และนำเทคโนโลยีมาทดแทนแรงงาน
ดังนั้น การว่างงานของเด็กจบใหม่ มีแนวโน้มที่จะเกิดผลกระทบในระยะยาว โดยเฉพาะการเกิดช่องว่างของทักษะการทำงาน หากคนกลุ่มนี้ว่างงานยาวนาน 2-3 ปี จะยิ่งส่งผลให้เข้าสู่ตลาดแรงงานยากขึ้น ดังนั้น ภาครัฐจึงควรเร่งแก้ปัญหานี้ โดยอาจพิจารณา “อัดฉีดเงินเพิ่มทักษะ” อย่าช่วยแค่ค่าครองชีพอย่างเดียวยกตัวอย่างข้อเสนอของ TDRI ที่ระบุว่าให้รัฐบาลแจกเงินคนอายุ 18 ปีขึ้นไปทุกคน คนละ 6,000 บาท ทุก 3 ปี เพื่อให้เลือกฝึกทักษะที่ต้องการได้จากสถาบันที่ผ่านการรับรองคุณภาพ โดยอาจจะพัฒนาคูปองเป็น NFT หรือสินทรัพย์ดิจิทัลที่ใช้บล็อกเชนก็ได้
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : https://web.facebook.com/photo/?fbid=686630746835848&set=a.605386548293602
Leave a Reply