ทำไมอารมณ์เศร้าโกรธของคนคนเดียวถึงแพร่กระจายไปทั้งออฟฟิศเปลี่ยนบรรยากาศได้ในพริบตา?

เคยรู้สึกไหมครับว่าวันไหนเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งดูเครียดหงุดหงิดหรือมีอารมณ์หนักหน่วง เพียงไม่นานบรรยากาศรอบตัวก็เริ่มตึงเครียดตามใจความสุขก็หายไปแม้ว่าคุณจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับปัญหาของเขาเลยก็ตามอย่าเพิ่งคิดว่าเป็นแค่ความรู้สึกส่วนตัวหรือคิดไปเอง เพราะเรื่องนี้มีหลักการทางจิตวิทยาอธิบายได้ชัดเจนมาก! ปรากฏการณ์ที่ว่านี้เรียกว่าการแพร่ระบาดของอารมณ์ (Emotional Contagion) หมายถึงกระบวนการที่อารมณ์ความรู้สึกของบุคคลหนึ่งสามารถส่งต่อไปยังผู้อื่นได้โดยอัตโนมัติจนทำให้คนรอบข้างรู้สึกเหมือนเป็นอารมณ์ของตนเองด้วยแม้ว่าจะไม่มีการพูดเล่าเรื่องราวหรือระบายความรู้สึกนั้นออกมาโดยตรงก็ตามทำไมเราถึงรับอารมณ์คนอื่นได้ง่ายขนาดนั้น? คำตอบอยู่ที่ระบบการทำงานของสมองเราเมื่อเราเห็นสีหน้าท่าทางได้ยินน้ำเสียงหรือสังเกตพฤติกรรมของคนอื่นสมอง จะสั่งการให้ร่างกายตอบสนองและเลียนแบบสิ่งเหล่านั้นโดยไม่รู้ตัวค่อยๆซึมซับอารมณ์เดียวกันเข้ามาจนเกิดเป็นความรู้สึกร่วมตามไปด้วยทำไมที่ทำงานถึงเกิดปรากฏการณ์นี้ได้ง่ายที่สุด? มีงานวิจัยจำนวนมากยืนยันว่าสถานที่ทำงานเป็นพื้นที่ที่อารมณ์แพร่กระจายได้เร็วที่สุดแห่งหนึ่งด้วยเหตุผลหลักๆคือ

  • เราต้องใช้เวลาอยู่ร่วมกันหลายชั่วโมงต่อวัน
  • มีการสื่อสาร พูดคุย ประชุม และทำกิจกรรมร่วมกันตลอดเวลา
  • มักต้องเผชิญกับความกดดันหรือสถานการณ์เดียวกัน

ด้วยเหตุนี้ อารมณ์ของใครคนหนึ่งจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ตัวเองแต่จะลุกลามกลายเป็น “อารมณ์ร่วมของทั้งทีม” ได้อย่างรวดเร็วอารมณ์คือทรัพยากรที่ส่งผลต่อความสำเร็จของงานปัจจุบันนักวิชาการด้านจิตวิทยาองค์การและพฤติกรรมองค์การมองว่าอารมณ์เป็นทรัพยากรทางสังคมที่หมุนเวียนอยู่ตลอดเวลาในทุกองค์กรทุกครั้งที่เราแสดงอารมณ์ออกมาไม่ว่าจะดีหรือร้ายล้วนส่งผลกระทบกับคนรอบข้างและเมื่อเกิดขึ้นซ้ำๆก็จะค่อยๆกำหนดรูปแบบบรรยากาศการทำงานความสัมพันธ์ระหว่างคนทำงานและประสิทธิภาพของงานได้มากกว่าที่เราคิดผลกระทบของการแพร่ระบาดทางอารมณ์และวิธีรับมือในทุกระดับ

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

  • ถ้าเป็นอารมณ์บวกจะช่วยสร้างกำลังใจกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ทำงานร่วมกันได้ราบรื่น และแก้ปัญหาได้เร็วขึ้น
  • ถ้าเป็นอารมณ์ลบจะทำให้คนในทีมรู้สึกเหนื่อยล้าหมดแรงใจขาดความมั่นใจทะเลาะวิวาทกันง่ายและประสิทธิภาพการทำงานลดลงอย่างเห็นได้ชัด

วิธีรับมือแบ่งตามระดับ

ระดับตัวเอง
  • รู้เท่าทันความรู้สึกสังเกตตัวเองว่า “อารมณ์นี้เป็นของเราหรือรับมาจากคนอื่น?” เพื่อไม่ให้หลงผิดว่าเป็นปัญหาของตนเอง
  • สร้างเกราะป้องกันกำหนดขอบเขตความรู้สึกไว้ชัดเจน “ฉันเข้าใจความยากลำบากของเขา แต่ฉันไม่จำเป็นต้องรับอารมณ์หนักๆมาเป็นของตนเอง”
  • หาพื้นที่พักผ่อนเมื่อรู้สึกถูกดึงดูดอารมณ์ ให้พักสายตาจากงานเดินไปดื่มน้ำหรือหายใจลึกๆ เพื่อปรับสภาพจิตใจให้กลับมาสมดุล
  • เติมพลังบวกให้ตัวเองฟังเพลงสนุกๆคุยเรื่องเบาๆ หรือทำสิ่งที่ชอบช่วงสั้นๆเพื่อไม่ให้ตกอยู่ในวงจรอารมณ์ลบ
ระดับเพื่อนร่วมงาน
  • เข้าใจแต่ไม่รับอารมณ์แสดงความเห็นอกเห็นใจแต่ไม่จำเป็นต้องจมตามอารมณ์ลบ เช่น พูดว่า “เห็นด้วยว่ามันยากจริงๆแต่เรามาลองหาทางแก้กันดีกว่าไหม”
  • ช่วยเบี่ยงเบนความสนใจถ้าเห็นเพื่อนเครียดจนเกินไปอาจชวนคุยเรื่องอื่นหรือเสนอความช่วยเหลือในสิ่งที่ทำได้เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ
  • หลีกเลี่ยงการตอกย้ำอย่าเพิ่มเรื่องที่ทำให้โกรธหรือเศร้าหรือพูดซ้ำๆจนทำให้อารมณ์แย่ลงกว่าเดิม
ระดับองค์กร
  • สร้างวัฒนธรรมการพูดคุยอย่างเปิดใจเปิดโอกาสให้พนักงานระบายความรู้สึกได้อย่างเหมาะสม ไม่บังคับให้เก็บกด
  • จัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพักผ่อนมีมุมพักผ่อนกิจกรรมผ่อนคลายหรือสิทธิ์การลาที่ยืดหยุ่น เพื่อลดความกดดัน
  • ฝึกอบรมทักษะการจัดการอารมณ์ให้ความรู้เกี่ยวกับความฉลาดทางอารมณ์และวิธีรับมือความเครียดแก่พนักงานทุกคน
  • ผู้บริหารต้องเป็นแบบอย่างแสดงออกถึงอารมณ์บวกและวิธีจัดการความเครียดอย่างเหมาะสมเพราะอารมณ์ของผู้นำมักแพร่กระจายได้เร็วที่สุดในองค์กร

สรุปสั้นๆ สำหรับนำไปใช้ : อารมณ์ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวที่ส่งผลแค่กับตัวเราแต่เป็นพลังที่ส่งต่อถึงกันได้เหมือนโรคติดต่อหากเรารู้เท่าทันและช่วยกันสร้าง “อารมณ์บวก” ให้เป็นวัคซีนในที่ทำงานทั้งตัวเราและทีมก็จะทำงานได้อย่างมีความสุขและมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ


Posted

in

by

Tags:

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *