
ความตายคือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในชีวิตของทุกคนแต่หลายคนกลับไม่พูดถึงเรื่องนี้กับคนที่รักทั้งที่ในชีวิตประจำวันเรามักวางแผนเรื่องอื่นๆล่วงหน้าไม่ว่าจะเป็นงานแต่งงานวันเกิด หรือการซื้อบ้านและรถแต่เรื่องการบอกความต้องการเกี่ยวกับการตายกลับถูกละเลยคำถามสำคัญที่ควรถามตัวเองและพูดคุยกับคนรอบข้าง เช่น
- อยากใช้บั้นปลายชีวิตที่ไหน?
- ต้องการให้ยื้อชีวิตหรือไม่?
- ต้องการทำ CPR หรือเจาะคอในกรณีฉุกเฉินหรือเปล่า?
- อยากให้จัดงานศพและโลงศพแบบไหน?
นี่คือสิทธิ์และการตัดสินใจของเราแต่หลายคนไม่เคยวางแผนทำให้คนข้างหลังต้องเผชิญ ความไม่แน่นอนและความเครียดทางอารมณ์
มุมมองของคนไทยต่อความตายแต่ละช่วงวัย
‘สุ้ย-วรรณา จารุสมบูรณ์’ ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Peaceful Death เผยว่าความตายเป็นโศกนาฏกรรมไม่ใช่แค่การสูญเสียคนที่รักแต่ยังเกิดปัญหาความขัดแย้งและความเจ็บปวดทางใจของผู้ที่อยู่ข้างหลังจากงานวิจัยและประสบการณ์ 20 ปี พบว่ามุมมองต่อความตายแตกต่างตามวัย
- Gen Z มองว่าชีวิตเป็นของตนเองจึงอยากมีสิทธิ์เลือกและควบคุมเวลาลาจากโลกนี้ได้
- วัย 40-50 ปี กลัวความตายเพราะชีวิตยังไม่เต็มที่มีทั้งลูกเล็กและพ่อแม่สูงวัยรวมถึงกำลังอยู่ในช่วงสร้างฐานะทำให้ไม่อยากให้ชีวิตจบตอนนี้
- วัย 50-60 ปี ชีวิตเริ่มไม่แน่นอน และเห็นตัวอย่างพ่อแม่จึงเริ่มกังวลและวางแผนเตรียมตัวตายบางคนหันไปปฏิบัติธรรมเพื่อเตรียมใจ
- วัย 60 ปีขึ้นไปกลัวเป็นภาระลูกหลาน หลังเกษียณช่วงแรกอาจใช้ชีวิตสุดเหวี่ยงแต่ไม่นานความกลัวจะคืบคลานกลายเป็นความวิตกเกี่ยวกับคุณค่าและความเป็นภาระทำให้ต้องคิดเรื่องการวางแผนเตรียมตัวตาย
คำแนะนำเพื่อสุขภาพจิตและความสงบใจ
- สื่อสารกับคนที่รักไม่ควรคิดแทนลูกหลานหรือเงียบเรื่องความต้องการของตัวเอง
- วางแผนล่วงหน้าจัดทำเอกสารความประสงค์เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลและงานศพ
- ดูแลสุขภาพจิตการพูดคุยและวางแผนจะช่วยลดความเครียดและความกังวลของทั้งตัวเองและครอบครัว
- ยอมรับความตายอย่างมีสติมองว่าการเตรียมตัวตายเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลตัวเองและสุขภาพจิต
การพูดถึงความตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัวแต่เป็นการเตรียมตัวและดูแลความสงบใจของทั้งตัวเราและคนที่เรารักเพื่อให้ช่วงสุดท้ายของชีวิตเป็นไปตามความปรารถนาและลดภาระทางใจของครอบครัว
Leave a Reply