
กินผักก็เยอะดื่มน้ำก็มากแต่ทำไมยังถ่ายไม่ออก? ดื่มน้ำวันละหลายลิตรก็แล้วแต่ยังต้องนั่งแช่ในห้องน้ำเป็นชั่วโมงหรือเบ่งจนหน้าดำหน้าแดงถ้าคุณกำลังเจอปัญหานี้อย่าเพิ่งโทษอาหารครับเพราะร่างกายคุณอาจกำลังส่งสัญญาณผิดจังหวะอยู่ก็ได้เมื่อกล้ามเนื้อ “ลืม” วิธีขับถ่ายโดยปกติแล้วเวลาเราจะถ่ายกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักต้อง “คลายตัว” เพื่อเปิดทางให้อุจจาระผ่านออกมาแต่ในผู้ป่วยบางรายกล้ามเนื้อเหล่านี้กลับทำงานไม่ประสานกันแทนที่จะคลายกลับไป “หดตัว” กั้นเอาไว้ภาวะนี้เรียกว่าการทำงานไม่ประสานกันของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (Dyssynergic Defecation) ทำให้คุณรู้สึกเหมือนมีอะไรอุดกั้นถ่ายไม่สุดหรือต้องใช้แรงเบ่งมหาศาลทั้งที่อุจจาระไม่ได้แข็งเสมอไปรู้ให้ชัดด้วย “Anorectal Manometry” เมื่อปรับพฤติกรรมการกินแล้วไม่ดีขึ้นแพทย์จะใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า Anorectal Manometry มาเป็นตัวช่วยโดยการใช้สายตรวจขนาดเล็กที่มีเซนเซอร์วัดแรงดันเข้าไปตรวจดูการทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาทบริเวณทวารหนัก
การตรวจนี้จะบอกเราว่า:
- กล้ามเนื้อหูรูดคลายตัวถูกจังหวะไหม?
- ลำไส้ส่วนปลายมีแรงบีบตัวพอหรือเปล่า?
- ระบบประสาทสั่งการได้ถูกต้องไหม?
ไม่ต้องกังวลนะครับ การตรวจนี้ใช้เวลาไม่นาน ไม่ต้องผ่าตัดและไม่ต้องดมยาสลบครับ
แก้ไขที่ต้นเหตุด้วย Biofeedback Therapy
หากตรวจพบว่ากล้ามเนื้อทำงานผิดจังหวะการรักษาอาจไม่ใช่การกินยาระบายเสมอไปแต่เป็นการฝึกขับถ่ายใหม่ที่เรียกว่า Biofeedback Therapy ซึ่งเป็นการใช้เครื่องมือแสดงผลการทำงานของกล้ามเนื้อให้เราเห็นบนหน้าจอ เพื่อให้เราฝึกควบคุมและปรับจังหวะการเบ่งและการคลายตัวให้ถูกต้องอีกครั้ง
เช็กด่วน! 5 สัญญาณเตือนที่ห้ามปล่อยผ่าน
หากคุณมีอาการเหล่านี้ต่อเนื่องเกิน 1-2 เดือน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงครับ:
- ถ่ายน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์
- ต้องออกแรงเบ่งมากจนเหนื่อยทุกครั้ง
- รู้สึกถ่ายไม่สุดเหมือนมีอะไรค้างอยู่ตลอด
- ท้องอืดแน่นท้องอึดอัดเรื้อรัง
- ขาด “ยาระบาย” ไม่ได้เลย
สรุปส่งท้าย: พื้นฐานการกินผักผลไม้ดื่มน้ำและออกกำลังกายยังคงสำคัญที่สุดครับแต่ถ้าพยายามเต็มที่แล้วยังไม่ดีขึ้นการตรวจให้ลึกถึงกลไกของร่างกายอาจเป็นคำตอบที่ช่วยให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้เบาสบายกว่าที่เคยเพราะความสุขเริ่มได้ที่การ “ระบาย” ออกอย่างถูกต้องครับ
Leave a Reply