
ไม่นานมานี้มีประเด็นข่าวเรื่องเชื้อปรสิตที่ปนเปื้อนอยู่ในน้ำประปาของคอนโดแห่งหนึ่งจนลูกบ้านตาอักเสบกันไป 200 คน ข่าวนี้ทำให้หลายคนกังวลว่า น้ำประปาที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนั้นปลอดภัยจริงหรือไม่?
พญ.จิรนันท์ ทรัพย์ทวีผลบุญ จักษุแพทย์ผู้ชำนาญการโรคต้อหิน โรงพยาบาลวิมุต ได้อธิบายเกี่ยวกับโรคตาอักเสบที่เกิดจากกรณีนี้ว่า “โรคนี้เรียกว่ากระจกตาติดเชื้อไมโครสปอริเดีย (Microsporidial Keratitis) เกิดจากการสัมผัสน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อปรสิตกึ่งราไฟลัมไมโครสปอรา ซึ่งเชื้อกลุ่มนี้พบได้บ่อยในแหล่งน้ำที่ไม่สะอาด โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝน ไม่ว่าจะเป็นน้ำฝน น้ำโคลน หรือน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคที่ไม่ได้มาตรฐาน”
“ไมโครสปอริเดียเป็นเชื้อฉวยโอกาส มักแสดงอาการติดเชื้อในอวัยวะที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ อย่างเช่นดวงตา ในคนที่มีภูมิคุ้มกันปกติ มักจะติดเชื้อที่ดวงตา ทำให้เกิดการอักเสบของกระจกตาและชั้นผิวตาส่วนนอก แต่ถ้าเป็นคนที่ใส่คอนแทคเลนส์หรือเคยมีโรคเกี่ยวกับดวงตา ก็อาจจะทำให้การติดเชื้อมีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันไม่ปกติ หากสัมผัสเชื้อก็อาจทำให้การติดเชื้อลุกลามไปยังระบบอื่นๆ ของร่างกายได้”
ห้ามใช้น้ำประปาล้างตา เสี่ยงทั้งปรสิตและสิ่งปนเปื้อน
เนื่องจากน้ำประปาไม่ได้ออกแบบมาให้ใช้กับดวงตา การใช้น้ำประปาล้างตาจึงเกิดอันตรายได้ แม้ว่าน้ำประปาที่ได้มาตรฐานจะผ่านการฆ่าเชื้อด้วยคลอรีน แต่คลอรีนเองก็ทำให้เกิดการอักเสบและระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อดวงตา หากน้ำประปานั้นไม่ได้มาตรฐาน เช่น มีค่าคลอรีนต่ำกว่าเกณฑ์ ก็อาจมีเชื้อก่อโรคปนเปื้อน ทำให้เกิดการติดเชื้อที่กระจกตาได้
ใช้น้ำประปาล้างตาในกรณีฉุกเฉินเร่งด่วนเท่านั้น
เช่น เมื่อมีสารเคมีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรงเข้าตา ต้องปฐมพยาบาลโดยการรีบล้างออกด้วยน้ำที่สะอาดที่สุดเท่าที่มีในปริมาณมากทันที แต่ในชีวิตประจำวัน คนทั่วไปไม่จำเป็นต้องล้างตา ยกเว้นเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา ให้เลือกใช้น้ำเกลือหรือน้ำตาเทียม ซึ่งปลอดเชื้อและปลอดภัยที่สุด สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป
ล้างตายังไงให้ปลอดภัย
ต้องระวังไม่ให้น้ำสัมผัสหรือไหลผ่านเปลือกตา ขนตา หรือผิวหนังรอบดวงตา เพราะอาจได้รับสิ่งสกปรก สารเคมี หรือเชื้อโรคปนเปื้อนกับน้ำจากบริเวณดังกล่าวเข้าสู่ดวงตา แพทย์ส่วนมากจึงไม่แนะนำให้ล้างตาถ้าไม่จำเป็น หากมีอาการระคายเคืองเล็กน้อย ใช้การหยอดน้ำตาเทียมก็อาจเพียงพอแล้วแต่ถ้ามีอาการผิดปกติและไม่มีแนวโน้มว่าจะดีขึ้น ควรพบจักษุแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรักษาจะดีที่สุด
ขอขอบคุณรูปจาก :https://www.facebook.com/HealthAddictTh
Leave a Reply