‘บทเรียนผู้นำฉบับ Loki ’ จากทำเพื่อตนเองสู่การทำเพื่อคนอื่นและชะตาที่ลิขิตด้วยตนเอง

*คำเตือน มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของซีรีส์ Loki จบลงไปแล้วกับการเดินทางของ ‘โลกิ’ (รับบทโดย Tom Hiddleston) ในซีรีส์ ‘Loki season 2’ กำกับโดย Justin Benson และ Aaron Moorhead และเขียนทชบทโดย Michael Waldron ที่ฉายสตรีมมิงตอนจบ EP.6 ไปเมื่อวันที่ 9 พ.ย. 2566 ที่ผ่านมา เป็นการปิดฉากอย่างสมบูรณ์ของ โลกิ จากตัวร้ายจอมเจ้าเล่ห์ สู่เทพเจ้าผู้เสียสละเพื่อทุกสรรพชีวิต ได้อย่างทรงเกียรติและสง่างาม
เรื่องราวของ โลกิ ทำให้เราได้เห็นพัฒนาการของตัวละครที่ประสบกับเรื่องราวต่างๆ ผ่านการทำผิดพลาด การยอมรับ เปลี่ยนแปลง แก้ไข ไปสู่หนทางที่ดีกว่า ได้เห็นถึงแรงขับที่เปลี่ยนจากความต้องการของตนเองเป็นหลัก ไปสู่สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเพื่อคนอื่น ต่อไปนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทเรียนความเป็นผู้นำฉบับ โลกิ ที่เราสามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตจริงได้
ผู้นำที่ตระหนักรู้ในตนเองเรื่องสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่ผู้นำต้องเผชิญคือ ‘การนำตนเอง’ ซึ่งจอห์น ซี. แม็กซ์เวลล์ (John C. Maxwell) กล่าวไว้ในหนังสือ Self-aware Leader ว่า สิ่งที่ทำลายความเป็นผู้นำมากกว่าสิ่งอื่นใด คือ การขาดความตระหนักรู้ในตนเอง หากผู้นำไม่เข้าใจตนเองอย่างชัดเจน ไม่รู้จุดแข็งจุดอ่อนของตน หรืออ่านปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนไม่ออก ก็จะทำลายประสิทธิภาพของตนเอง การตระหนักรู้ในตนเองระดับที่น้อยเกินไป เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้ทั้งในหมู่ผู้นำระดับสูงและผู้นำมือใหม่ดังนั้น ผู้นำจะต้องตระหนักรู้ในตนเองเป็นก้าวแรก เพื่อนำไปสู่การนำตนเองให้ได้ ก่อนที่จะนำคนอื่น ซึ่งเป็นรากฐานให้สามารถเติบโตกลายเป็นผู้นำที่ดีกว่าเดิมในตอนท้ายของซีรีส์ Loki season 2 จะเห็นได้ว่า โลกิ สามารถเข้าใจได้ว่าตนเองสามารถทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ ควรทำอะไรทำอย่างไร เพื่ออะไรและเพื่อใคร ที่สำคัญคือเมื่อเขารู้ว่าตนเองไม่รู้อะไรแต่จำเป็นต้องรู้สิ่งนั้น เขาได้ทุ่มเทเวลาเพื่อพัฒนาจุดอ่อนนั้นทันที เห็นได้จากการที่เขาใช้เวลามากกว่าร้อยปีเพื่อศึกษาความรู้ต่างๆ จาก โอบี (OB หรือ Ouroboros (โอโรโบรอส) รับบทโดย Ke Huy Quan) ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องเรียนรู้ เพื่อนำความรู้นั้นมาสานต่อภารกิจให้สำเร็จต่อไป
นับเป็นความอุตสาหะของการพัฒนาตนเองจากสิ่งที่ไม่รู้กลายเป็นเชี่ยวชาญ จุดอ่อนกลายเป็นจุดแข็ง ซึ่งคุณสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตจริงได้ โดยต้องค้นหาให้พบว่า ตนเองมีจุดแข็งและจุดอ่อนอะไร รู้อะไรและไม่รู้อะไร และอะไรที่เราจำเป็นต้องรู้ สิ่งที่เราจำเป็นต้องรู้ หากยังไม่รู้ ก็จำเป็นต้องทุ่มเทศึกษาเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองไปในจุดที่ดีกว่าเดิม และเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจ เช่น ผู้บริหารซึ่งเป็นผู้นำองค์กร อาจมีทีมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านต่างๆ มาช่วยทำงาน แต่ผู้นำจำเป็นต้องมีความรู้ในเรื่องเหล่านั้นด้วยในระดับที่สามารถเข้าใจหรือทำงานร่วมกับทีมได้ เพื่อสามารถสั่งการหรือตัดสินใจในฐานะผู้นำองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นนอกจากนี้ โลกิ ยังสามารถตระหนักรู้ในตนเองได้ว่า “เขาควรจะเป็นแบบไหน ทำอะไร ทำอย่างไร และเพื่ออะไร” เห็นได้จากการที่เขาตัดสินใจทำบางอย่างในช่วงท้ายเรื่องใน EP.6 (เนื้อหาสำคัญแนะนำให้ไปรับชมเอง) ซึ่งเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญที่เขาตระหนักได้ว่า เขาควรทำอะไร ด้วยวิธีใด เพื่อใคร และเขาตระหนักได้ว่า ณ ตอนนี้ เขาสามารถทำได้จากความสามารถหรือพลังที่มีอยู่ แม้สิ่งที่เขาเลือกอาจทำให้ตนเองรู้สึกไม่สบายใจก็ตามหากติดตามเรื่องราวชีวิตของ โลกิ ตั้งแต่ต้นในจักรวาลมาร์เวล (MCU : Marvel Cinematic Universe) หลายเรื่อง ที่เริ่มจากภาพยนตร์ Thor จนถึงซีรีส์ Loki season 2 นี้ จะเห็นพัฒนาการของความต้องการที่เปลี่ยนไปของ โลกิ จากที่เขาต้องการนั่งบัลลังก์เป็นใหญ่เพื่อ ‘ตนเอง’ ผ่านเรื่องราวการเดินทางมากมายจนกลายเป็นการทำเพื่อ ‘ผู้อื่น’ จำนวนมหาศาล ซึ่งเขายินดีที่จะสละตนเองแบกรับสิ่งที่ยิ่งใหญ่และหนักอึ้งไว้ เป็นสิ่งสำคัญและยิ่งใหญ่กว่าตนเองเพื่อทุกๆคน สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นการยึดค่านิยมหรือสิ่งที่เชื่อ แทนการยึดความพึงพอใจส่วนตัวมาเป็นเป้าหมาย สามารถปรับใช้ในชีวิตจริงได้ เช่น ผู้นำต้องมองภาพรวมของเป้าหมายองค์กร และเดินทางไปสู่เป้าหมายนั้นด้วยวิสัยทัศน์ ค่านิยม และความเชื่อ ซึ่งบางครั้งผู้นำจำเป็นจะต้องแบกรับความกดดันบางอย่างไว้กับตนเอง ไม่ว่าจะเป็นความรับผิดชอบในฐานะผู้นำ หรือการตัดสินใจครั้งสำคัญที่ผู้นำต้องลงมือด้วยตนเอง รวมถึงงานบางอย่างที่อาจต้องสละเวลาส่วนตัวไปบ้าง ซึ่งหมายถึงความเครียดหรือความไม่สบายใจที่อาจเกิดขึ้น เป็นต้น
การควบคุมตนเองอย่างผู้นำที่มีความฉลาดทางอารมณ์ แดเนียล โกลแมน (Daniel Goleman) กล่าวไว้ในบทความที่ตีพิมพ์ใน Harvard Business Review เรื่อง What Makes A Leader? ของเขาว่า สิ่งที่ทำให้ผู้นำต่างจากคนทั่วไปคือ ผู้นำจะมีสิ่งที่เรียกว่า EQ (Emotional Quotient หรือ Emotion Intelligence) หรือ ‘ความฉลาดทางอารมณ์’ ในระดับสูง เขาจึงเสนอว่า ผู้นำที่ดีจำเป็นต้องมีความฉลาดทางอารมณ์เป็นส่วนประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้ ซึ่งจะมีบทบาทอย่างยิ่งในการทำงานทุกระดับ โดยตำแหน่งยิ่งสูงความสำคัญของ EQ จะยิ่งสูงตามไปด้วยองค์ประกอบ 5 ข้อสำคัญที่แสดงถึงประสิทธิผลในการทำงานจากความฉลาดด้านอารมณ์ คือ

1. ตระหนักรู้ในตนเอง (Self-awareness) : เป็นการรู้จักตนเอง เข้าใจความรู้สึก อารมณ์ ความต้องการ และแรงผลักดันของตัวเอง รวมถึงประเมินจุดอ่อน-จุดแข็งของตัวเองให้ได้ ซึ่งได้อธิบายไว้ในหัวข้อก่อนหน้าแล้ว

2. ควบคุมตนเอง (Self-regulation) : เมื่อรู้อารมณ์ ความรู้สึก ความต้องการภายในจิตใจของตน จำเป็นต้องควบคุมให้เหมาะสม ผู้ที่สามารถควบคุมอารมณ์และแรงกระตุ้นต่างๆ ในตัวเอง เรียกได้ว่าเป็นคนมีเหตุผล ไม่ใช้อารมณ์นำ และจะสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่มีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน
การควบคุมดังกล่าว เป็นการควบคุมอารมณ์และแรงกระตุ้น เห็นได้จากการที่ โลกิ รู้สิ่งที่ตนเองต้องการ เช่น ฉากที่เขาพูดคุยกับ ซิลวี (รับบทโดย Sophia Di Martino) ที่บาร์แห่งหนึ่ง เขายอมรับว่าเขาต้องการเพื่อนๆ ไม่ต้องการอยู่คนเดียวแต่หลังจากนั้น เมื่อเขาได้พูดคุยกับ มอร์เบียส (รับบทโดย Owen Wilson) จากการย้อนเวลากลับไปในช่วงที่พบกันในห้องสอบสวนขณะที่เขายังเป็นนักโทษของ TVA (Time Variance Authority : องค์กรควบคุมกาลเวลา) เขาจึงตระหนักได้ว่าสิ่งที่เขาจำเป็นต้องทำเพื่อผู้คนคืออะไร ความรู้สึกที่ต้องการเพื่อน คนรักและไม่ต้องการอยู่คนเดียวยังเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในใจ แต่เขาสามารถข้ามผ่านอารมณ์ความรู้สึกส่วนตัวนี้ไว้ เพื่อทำสิ่งที่จำเป็นและยิ่งใหญ่กว่าได้ในที่สุด แม้มันจะทำให้เขาไปสู่จุดที่ต้องอยู่คนเดียวแบบที่เขาไม่ต้องการในทีแรกก็ตามเป็นการควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ให้มีอำนาจเหนือเป้าหมายหรือสิ่งที่ควรกระทำ ในการปรับใช้ในชีวิตจริง ผู้นำจำเป็นต้องควบคุมอารมณ์และความต้องการภายในตลอดเวลา โดยยึดเอาภาพรวมเหนือกว่าอารมณ์ความรู้สึกส่วนตัว การตัดสินใจบางอย่างอาจส่งผลด้านลบต่อความรู้สึกตนเอง แต่ถ้าเป็นสิ่งที่ควรกระทำก็ต้องทำ ไม่ยึดเอาอารมณ์และความต้องการส่วนตัวเป็นศูนย์กลาง เป็นต้น

3. แรงจูงใจ (Motivation) : เป็นสิ่งสำคัญที่จะผลักดันให้บรรลุผลสำเร็จ ซึ่งแรงจูงใจที่ดีต้องมาจากภายใน เช่น ความรักในงานที่ทำ ความภาคภูมิใจ หรืออุดมการณ์บางอย่าง เป็นต้น เป็นพลังนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายต่างๆ หากไร้แรงจูงใจจากภายในก็ยากที่จะทำสิ่งที่สำคัญหรือยิ่งใหญ่ได้
ในช่วงท้ายเรื่อง แรงจูงใจที่สำคัญของ โลกิ ไม่ใช่เพื่อตนเองหรือพวกพ้องแต่เป็นเพื่อทุกสรรพสิ่งในจักรวาล การรักษาเส้นเวลาต่างๆ ให้คงอยู่และดำเนินต่อไปได้ กลายเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้เขายอมสละตนเอง ดังที่จะเห็นในตอนจบว่า เขาได้กลายเป็นสิ่งใด
ในการปรับใช้ในชีวิตจริงของการทำงาน เงินเดือน สวัสดิการ ไม่เพียงพอที่จะเรียกได้ว่าเป็นแรงจูงใจที่ดี แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า เราทำอาชีพนี้ไปเพื่ออะไร อะไรเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เรายังทำงานนี้ต่อไป อาจเป็นประโยชน์ที่เราต้องการทำเพื่อสังคม ความภาคภูมิใจต่างๆ ที่ได้ช่วยแก้ปัญหาจากงานที่เราทำ หรือการได้ทำให้คนมีความสุขจากงานของเรา เป็นต้น ให้นำสิ่งต่างๆ เหล่านี้ เป็นแรงผลักดันในการทำงานเพิ่มเติมนอกเหนือค่าตอบแทนต่างๆ ด้วย

4. ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) : ไม่ได้หมายถึงการยอมรับความรู้สึกผู้อื่นและพยายามทำให้ทุกคนพอใจg แต่เป็นการพิจารณาความรู้สึกผู้อื่นอย่างจริงใจและเข้าถึง เอาใจเขามาใส่ใจเรา รับรู้ความรู้สึกกัน
สิ่งนี้เห็นได้ชัดจากการเปลี่ยนแรงขับดันภายในของ โลกิ จากเดิมที่ต้องการทำเพื่อตนเอง เพื่อตนเองและพวกพ้องไม่กี่คน กลายเป็นเพื่อทุกสรรพชีวิตในจักรวาล เกิดจากเห็นอกเห็นใจและเห็นคุณค่าของการมีชีวิตของคนอื่นๆ สามารถปรับใช้ในชีวิตจริงด้วยการใส่ใจต่อความรู้สึกผู้อื่นเสมอ เอาใจเขามาใส่ใจเรา เข้าให้ถึงความรู้สึกของผู้อื่น ในการทำงานเป็นทีมจำเป็นต้องให้ความสนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ จึงจะทำงานร่วมกันได้อย่างมีความสุขและมีประสิทธิภาพกว่าการที่ไม่สนใจความรู้สึกกันและกัน

5. ทักษะการเข้าสังคม (Social Skill) : เป็นทักษะที่ต้องรวม 4 ข้อก่อนหน้านำมาใช้ เป็นความสามารถในการบริหารจัดการความสัมพันธ์กับผู้คน คนที่มีทักษะในการเข้าสังคมสูงจะรู้จักผู้คนในวงกว้าง เชี่ยวชาญการค้นหาความต้องการร่วมกันของแต่ละบุคคล หรือเชี่ยวชาญการสร้างความสัมพันธ์ โดยเชื่อว่าสิ่งที่ยิ่งใหญ่ไม่สามารถทำสำเร็จได้ด้วยคนเพียงคนเดียว ดังนั้น ต้องมีเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ดีไว้ให้พร้อมเสมอ ทั้งในและนอกองค์กร เป็นการบรรลุขั้นสูงสุดของความฉลาดทางอารมณ์ อีกทั้งทักษะในการเข้าสังคมยังเป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในองค์ประกอบของความฉลาดทางอารมณ์ข้ออื่นๆ ด้วย

ตลอดการเดินทางของตัวละคร โลกิ จะเห็นได้ว่า เขาแทบไม่มีพวกพ้องมากนัก เห็นได้ชัดฉากหนึ่งที่ เลดี้ซิฟ (รับบทโดย Jaimie Alexander) บอกกับเขาที่ห้องลูปการเวลา ใน Loki season 1 ว่า โลกิต้องอยู่คน ซึ่งสะท้อนทักษะการเข้าสังคมในระดับต่ำ ที่โลกิมักปฏิบัติต่อเพื่อนคนอื่นๆ ไม่ดี ทั้งที่ลึกๆ เขาต้องการความสนใจจากเพื่อนพ้องเท่านั้น
เมื่อเวลาผ่านไป เขาสามารถที่จะทำให้คนอื่นๆ เชื่อใจ จนสามารถกลายเป็นเพื่อนร่วมงานและเพื่อนที่ดีต่อกันได้ ด้วยทักษะทางสังคมต่างๆ ชี้ให้เห็นถึงพัฒนาการทางด้านทักษะทางสังคมที่ โลกิ ค่อยๆ พัฒนาขึ้น ผ่านเรื่องราวต่างๆ ทั้งดีและร้ายการปรับใช้ในชีวิตจริง ต้องเข้าใจว่า ไม่มีใครทำอะไรได้ดีทุกอย่างด้วยตัวคนเดียว การมีทีมหรือเพื่อนจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งทักษะทางสังคมจะช่วยให้คุณสามารถบริหารจัดการความสัมพันธ์รูปแบบต่างๆ ได้ดีขึ้น โดยเฉพาะทีมที่ทำงานร่วมกันนองค์กร

ผู้นำไม่ใช่ตำแหน่งที่ติดตัวมาแต่เกิด

“ข้าไม่ได้อยากนั่งบัลลังก์ แต่เกิดมาเพื่อนั่งบัลลังก์” เป็นสิ่งที่ โลกิ เชื่อมั่นมาตลอด ก่อนที่จะถูกจับและมาทำงานร่วมกับ TVA ในที่สุด ชี้ให้เห็นว่า เขาเชื่อมั่นในตำแหน่งผู้นำของตนจากชาติกำเนิด ความเป็นเทพ ความเป็นเจ้าชาย จึงทำผิดพลาดหลายอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ จนก่อให้เกิดสงครามในที่สุดต่อมา เราอาจเห็นได้ว่าสิ่งที่ โลกิ ตัดสินใจทำในตอนจบของซีรีส์ Loki Season 2 ไม่ต่างอะไรจากการนั่งบัลลังก์ที่เขาใฝ่หามาตลอด ก็อาจเรียกได้ว่า เป็นความสำเร็จที่ได้ครองบัลลังก์สมใจ แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือ แรงผลักดันที่เปลี่ยนไปจากการ ‘ทำเพื่อตนเอง’ เป็นการ ‘ทำเพื่อผู้อื่น’

ฉะนั้น บัลลังก์ที่ โลกิ ได้ครอง ไม่ใช่เพียงเพราะถูกลิขิตให้เกิดมาเพื่อครอง แต่เป็นเพราะเขาได้ผ่านเรื่องราวและการกระทำต่างๆ ที่เป็นดั่งบทพิสูจน์ ว่าเขามีความสามารถหรือความเหมาะสมพอที่จะครอบครองบัลลังก์นั้นการดำเนินชีวิตของ โลกิ ไม่ใช่เส้นทางที่ ชายผู้คงอยู่ หรือ He Who Remains (รับบทโดย Jonathan Majors) กำหนดไว้ให้ทั้งหมด แต่เป็นเส้นทางที่ผสมผสานระหว่างการตัดสินใจของ โลกิ เอง ซึ่งทำให้ ชายผู้คงอยู่ ตัดสินใจมอบพลังหรือความสามารถบางอย่างให้เขา และอยู่ที่เขาจะเป็นผู้ลิขิตชีวิตตนเองว่าจะตัดสินใจอย่างไรต่อไปสิ่งนี้ ชี้ให้เราเห็นว่า การเป็นผู้นำขององค์กรไม่ใช่เพียงตำแหน่งหน้าที่ที่กำหนดไว้ให้เราตั้งแต่เกิด แต่เป็นสิ่งที่เราได้สร้างเส้นทางมาเรื่อยๆ ผ่านความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ ความสัมพันธ์ และปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย จนกลายมาเป็นตำแหน่งผู้นำในวันนี้ นั่นหมายความว่า ทุกคนสามารถเป็นผู้นำได้ แต่ไม่หมายความว่า เป็นได้ทันทีเดี๋ยวนี้ แต่ต้องผ่านการเรียนรู้ ฝึกฝน สั่งสมประสบการณ์ จนมีความเหมาะสมพอที่จะเป็นผู้นำได้ในระดับต่างๆ อนึ่ง ผู้นำไม่ใช่แค่ชื่อเรียกตำแหน่งเท่านั้น แต่หมายถึงการกระทำและสภาวะที่เกิดขึ้นอีกด้วย นั่นหมายความว่า ทุกคนทุกตำแหน่งงานสามารถเรียกได้ว่าเป็นคนที่มีสภาวะผู้นำได้ โดยไม่ต้องอิงกับตำแหน่งบังคับบัญชา อีกทั้ง ตำแหน่งผู้นำ เช่น ผู้บริหาร ก็ไม่ใช่สิ่งที่การันความเป็นผู้นำได้เช่นกัน แต่ต้องพิจารณาที่สภาวะและการกระทำด้วยเช่นกันอีกนัยหนึ่ง หากผู้ที่ไม่มีสภาวะหรือคุณสมบัติความเป็นผู้นำที่เหมาะสมกับตำแหน่งผู้นำในระดับนั้นๆ ย่อมนำมาซึ่งความเสียหายหรือล้มเหลวในระยะยาวได้ และผู้คนอาจหมดความเชื่อถือในตัวผู้นำไปในท้ายที่สุด ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า โลกิ ไม่ได้ครองบัลลังก์เพียงเพราะเขาเกิดมามีสถานะเป็นเจ้าชาย แต่ได้นั่งบัลลังก์เพราะเขามีความสามารถที่เหมาะสมและการตัดสินใจของเขาเอง
ส่งท้าย
ทั้งหมดนี้ เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีแง่มุมที่น่าสนใจอีกมากมายจากตัวละคร โลกิ แห่งจักร วาลมาร์เวลนี้ ที่เราจะสามารถเรียนรู้ที่จะนำสิ่งที่ดีมาปรับใช้ รวมถึงด้านไม่ดีเพื่อเรียนรู้จากความผิดพลาดสิ่งสำคัญที่สุดคือการได้เห็นพัฒนาการของ ตัวละคร ที่เปรียนดั่งคนคนหนึ่งที่ผ่านเรื่องราวมามากมายทั้งดีร้ายผ่านการกระทำที่ผิดพลาด การยอมรับ การเรียนรู้ การแก้ไข การเสียสละ การทำเพื่อเป้าหมาย การทำเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่มากกว่าตนเอง เป็นต้น โลกิ จึงเป็นตัวละครสำคัญตัวหนึ่งแห่งจักรวาลมาร์เวล ที่ทำให้เราเห็นมิติอันหลากหลาย ทั้งดีร้าย ทั้งสำเร็จและล้มเหลว ไม่ต่างจากชีวิตของทุกคนในโลกแห่งความเป็นจริงที่ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ สำเร็จทุกเรื่องในทุกครั้ง เพราะเราต่างเป็นมนุษย์ที่บางครั้งก็พบกับความล้มเหลวและผิดพลาดได้เสมอ สำคัญที่เราสามารถลุกขึ้น เรียนรู้ แก้ไข และก้าวต่อไปในเส้นทางที่ดีหรือเหมาะสมกว่าเดิมได้หรือไม่แด่ โลกิ ผู้เสียสละเพื่อให้เรายังคงดำรงอยู่ในเส้นเวลา

เขียนโดย ภูธิชย์ อรัญพูล ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : https://web.facebook.com/photo/?fbid=736828291811638&set=a.630751835752618


Posted

in

by

Tags:

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *