
ช่วงเดือนก.ย.-ต.ค. เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนเข้าฤดูใบไม้ร่วง โดยปรกติแล้วจะเป็นช่วงเวลาที่เกิด “ใบไม้เปลี่ยนสี” ในหลายประเทศทั่วโลก เช่น สหรัฐ แคนาดา เกาหลีใต้และญี่ปุ่น ทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางไปชมความสวยงามของแนวป่าไม้ที่ผลัดจากสีเขียวกลายเป็นสีแดงปนส้มสวยสะดุดตา แต่ดูเหมือนว่าในช่วงระยะหลังมาสภาพภูมิอากาศ อุณหภูมิที่ร้อนขึ้น ทำให้ใบไม้ร่วงก่อนที่เปลี่ยนสีการเปลี่ยนสีของใบไม้ เป็นกลไกทางธรรมชาติ เกิดช่วงก่อนเข้าฤดูหนาวที่กลางวันสั้นกว่ากลางคืนและมีอุณหภูมิลดต่ำลง ทำให้ใบหยุดกระบวนการสร้างอาหาร คลอโรฟิลล์ค่อย ๆ สลายตัว สีเขียวของใบไม้จึงเริ่มจางลง ส่งผลให้รงควัตถุสีอื่น ๆ ในใบไม้ เช่น สีเหลือง สีส้ม สีแดง สีม่วง ที่ถูกบดบังจากสีเขียวในสภาวะปรกติ ปรากฏชัดเจนมากยิ่งขึ้น และหลังจากนั้นจะค่อย ๆ ผลัดใบทิ้ง
ใบไม้เปลี่ยนสี มาช้าทั่วโลก
เนื่องด้วยในปีนี้อุณหภูมิของโลกพุ่งสูงขึ้นตนกลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ ส่งผลให้กรุงโตเกียวมีวันที่อุณหภูมิสูงกว่า 30 องศาเซลเซียส ถึง 88 วัน ส่วนในเมืองนาโกยาเจออุณหภูมิสูงทะลุ 40 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่มีการบันทึกไว้
ดูเหมือนว่าอุณหภูมิยังคงสูงอย่างต่อเนื่องจนถึงเดือนพ.ย. ซึ่งเป็นสภาพอากาศแปรปรวนผิดฤดูกาลไปหมด ส่งผลให้ปรากฏการณ์ใบไม้เปลี่ยนสี หรือ “โคโย” (Koyo) จะอาจจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปีแทน และในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ใบไม้เปลี่ยนสีจะไม่สดใสเหมือนเดิม กลายเป็นเพียงใบไม้แห้งคาอยู่บนกิ่งไม้เท่านั้น
ดร.โยชิฮิโระ ทาจิบานะ ศาสตราจารย์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและระบบนิเวศของมหาวิทยาลัยมิเอะ กล่าวว่า ในอนาคตญี่ปุ่นจะมีเพียงฤดูร้อนที่ยาวนานและฤดูหนาวในช่วงสั้น ไม่มีฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูใบไม้ร่วงเลยก็ได้ แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องปรกติ แต่มันจะกลายเป็นสภาพอากาศ “ปรกติ” ของญี่ปุ่นในอนาคต ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะโลกร้อนที่ทำให้อุณหภูมิพื้นผิวมหาสมุทรสูงขึ้น นำ้แข็งขั้วโลกละลายเร็วขึ้น และขั้วโลกเหนือยังคงอุ่นขึ้นอย่างต่อเนื่องขณะที่ในสหรัฐและแคนาดาก็ประสบปัญหาใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วงหรือ “Fall Foliage” มาช้ากว่าปรกติด้วยเช่นกัน ต้นไม้ส่วนใหญ่ยังคงเป็นสีเขียว แม้ว่ามันควรจะเป็นสีอื่น ๆ แล้วก็ตาม
ต้นไม้ปรับตัวไม่ทัน
การศึกษาที่ตีพิมพ์ในปี 2021 ของนักวิจัยในสหรัฐพบว่า ใบเมเปิ้ลเปลี่ยนเป็นสีแดงช้าลงร่วมเดือน นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 โดยมีสาเหตุมาจากอุณหภูมิที่เปลี่ยนไป รวมไปถึงการเกิดหยาดน้ำฟ้า การแพร่ระบาดของแมลงและโรคระบาด ซึ่งทำให้คาดเดาช่วงเวลาของใบไม้เปลี่ยนสีได้ยากขึ้นเนื่องจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นนานขึ้น ทำให้ฤดูใบไม้ผลิมาเร็วกว่าปกติ ต้นไม้จึงมีช่วงการเจริญเติบโตที่ยาวนานขึ้น แต่กลับมีระยะพักตัวในฤดูใบไม้ร่วงที่สั้นลง ผลที่ตามมาคือต้นไม้อาจไม่มีโอกาสดูดซับน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตที่ยังคงอยู่ในใบสีเขียว ก่อนที่น้ำค้างแข็งในฤดูหนาวครั้งแรกจะหมดลง ซึ่งอาจทำให้ต้นไม่มีอาหารเพียงพอจนถึงฤดูใบไม้ผลิถัดไป เมื่อต้นไม้ไม่แข็งแรงพอ ก็จะดูดซึมคาร์บอนไดออกไซด์ได้ลดลง ขณะเดียวกันเมื่อก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้น ยิ่งทำให้สภาวะเรือนกระจกรุนแรงขึ้น นอกจากวิกฤติทางธรรมชาติแล้ว ช่วงเวลาใบไม้เปลี่ยนสีที่เปลี่ยนแปลงไปจะทำให้การท่องเที่ยวสะดุดด้วยเช่นกัน เพราะการท่องเที่ยวในฤดูใบไม้ร่วงสามารถทำเงินได้หลายพันล้านดอลลาร์มาเข้าสู่ประเทศ โดยเฉพาะในปีนี้ที่พึ่งฟื้นตัวจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 นักท่องเที่ยวต้องการไปเยี่ยมชมความสวยงามของธรรมชาติ
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : https://web.facebook.com/photo/?fbid=720199183479004&set=a.605386548293602
Leave a Reply