
เคยไหม? ปวดหลังปุ๊บสั่งยาแก้ปวดปั๊บหรือจองร้านนวดทันทีแต่รู้ไหมว่าอาการปวดบางอย่างกอเอี๊ยะก็ช่วยไม่ได้นวดก็ไม่หายเพราะต้นเหตุอาจไม่ได้มาจากกล้ามเนื้อแต่มาจาก “ไต” ของคุณเอง!มาเช็กให้ชัวร์ก่อนจะสายเกินไปกับวิธีแยกอาการ Office Syndrome VS โรคไตฉบับเข้าใจง่ายครับ เช็กอาการปวดบอกตำแหน่ง
- ถ้าเป็นปวดกล้ามเนื้อ (Office Syndrome)
- มักปวดบริเวณ บ่า ไหล่ หรือแผ่นหลังส่วนบน
- จุดสังเกต: กดไปแล้วเจอ “ก้อนแข็งๆ” หรือ “จุดที่เจ็บชัดเจน”
- พฤติกรรม: ปวดเวลาขยับตัวผิดท่าหรือนั่งท่าเดิมนานๆพอยืดเหยียดแล้วจะรู้สึกดีขึ้น
- ถ้าเป็นอาการปวดจากไต
- จะปวด “ลึกๆ” บริเวณสีข้างหรือหลังช่วงล่าง (ใต้ซี่โครงซี่สุดท้าย)
- จุดสังเกตมักปวดตื้อๆ หรือปวดบิดเป็นพักๆที่สำคัญคือ “ขยับท่าไหนก็ไม่หายปวด”
- อาการร่วมสังเกตปัสสาวะ (เป็นฟอง/สีเข้ม), หน้าบวม, ขาบวม หรือมีไข้หนาวสั่นร่วมด้วย
3 พฤติกรรมอันตราย!ที่ชาวออฟฟิศเผลอทำร้ายไตโดยไม่รู้ตัว
หลายคนไม่ได้เป็นโรคไตเพราะกรรมพันธุ์แต่เป็นเพราะ “Lifestyle” การทำงานครับ
- สายอัดยาแก้ปวดปวดนิดปวดหน่อยหยิบกลุ่ม NSAIDs (ยาแก้ปวดชนิดแรง) มาทานเองบ่อยๆ ยาพวกนี้มีผลโดยตรงต่อการลดเลือดไปเลี้ยงไตหากทานต่อเนื่องอาจเกิดภาวะ “ไตวายเฉียบพลัน” ได้
- สายอดน้ำทำงานเพลินจนลืมจิบน้ำเมื่อร่างกายขาดน้ำเลือดจะข้นขึ้นไตต้องทำงานหนักในการกรองของเสีย
- สายอั้นประชุมยาวจนต้องกลั้นปัสสาวะบ่อยๆ เสี่ยงต่อการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ซึ่งอาจลามขึ้นไปทำให้ “ไตอักเสบ”
คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญป้องกันก่อนต้องฟอกไต
หากคุณมีอาการปวดหลังเรื้อรังที่ดู “ลึก” กว่าปกติหรือมีพฤติกรรมเสี่ยงข้างต้นแนะนำให้
- ตรวจเลือดเช็กค่าไตดูค่า Creatinine และ eGFR ปีละครั้ง เพื่อประเมินประสิทธิภาพการทำงานของไต
- ดื่มน้ำให้เพียงพออย่างน้อย 8-10 แก้วต่อวัน เพื่อช่วยไตขับของเสีย
- เลี่ยงการซื้อยาแก้ปวดทานเองหากจำเป็นควรปรึกษาเภสัชกรหรือแจ้งประวัติสุขภาพทุกครั้ง
“อย่าปล่อยให้คำว่าปวดหลังบังหน้าจนมองไม่เห็นความผิดปกติของไต” การตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก ช่วยให้รักษาหายได้โดยไม่ต้องฟอกไตไปตลอดชีวิตครับ
Leave a Reply