ปี 2566 ‘โลกร้อน’ ทุบสถิติ ใกล้ทะลุ 1.5° C เตรียมรับมือภัยพิบัติจากมือมนุษย์ปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ปี 2566 “โลกร้อน” แตะระดับสูงสุดตลอดกาล โดย 92% ของความร้อนที่เกิดในปีที่แล้วมาจากมนุษย์ การศึกษาใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Earth System Science Data กิจกรรมของมนุษย์ เช่น การเผาถ่านหิน การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ส่งผลให้โลกของเราร้อนขึ้น 1.3 องศาเซลเซียส ในปี 2566 การวิเคราะห์ยังแสดงให้เห็นว่าปัจจุบันเหลือปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่สามารถปล่อยได้อีกประมาณ 200,000 ล้านตันเท่านั้นหากสถานการณ์การปล่อย “ก๊าซเรือนกระจก” ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ อีก 5 ปีข้างหน้าโลกจะมีอุณหภูมิสูงเกินกว่า 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับก่อนยุคอุตสาหกรรม ซึ่งทำให้ข้อตกลงปารีสล้มเหลว และจะเกิดหายนะตามมามากมาย ตั้งแต่เดือนมิถุนายน-ธันวาคม 2566 มีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและทุบสถิติต่างๆมากมาย เช่น กรกฎาคม 2566 เป็นเดือนกรกฎาคมที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ในช่วงปลายทศวรรษ 1800 ทำให้ทั่วทั้งโลกเกิดภัยพิบัติ สถาการณ์อุณหภูมิโลกยิ่งเลวร้ายลงอีก หลังจากเกิด “ปรากฏการณ์เอลนีโญ” ในช่วงปีที่ผ่านมาและยังคงสร้างผลกระทบถึงปัจจุบัน แม้ว่านักวิทยาศาสตร์จะกล่าวว่าสภาพอากาศจะรุนแรงขึ้นในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากภาวะโลกร้อนเป็นหลักก็ตาม
ภาวะโลกร้อนเกิดขึ้นจากกิจกรรมของมนุษย์เป็นปัจจัยหลัก จนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามมา ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ย้ำว่านี่ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่ดีต่อโลกของเราและไม่เป็นตามธรรมชาติที่ควรจะเป็น การปล่อยเชื้อเพลิงฟอสซิลคิดเป็นประมาณ 70% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด และเป็นปัจจับหลักที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแต่แหล่งมลพิษอื่นๆ เช่น การผลิตปูนซีเมนต์ การทำฟาร์มและการตัดไม้ทำลายป่า ตลอดจนการลดระดับการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ก็มีส่วนทำให้เกิดภาวะโลกร้อนเช่นกันโลกยังไม่ได้ถึงจุดจบหากอุณหภูมิเกิน 1.5 องศาเซลเซียส แต่มันจะทำให้โลกเข้าใกล้หายนะมากยิ่งขึ้น การศึกษาขององค์การสหประชาชาติแสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระบบนิเวศของโลกมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในช่วงภาวะโลกร้อนทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น 1.5-2 องศาเซลเซียส รวมถึงการสูญเสียแนวปะการัง พืชและสัตว์ต่างๆตลอดจนน้ำแข็งในทะเลอาร์กติก ตลอดจนเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่รุนแรงและสร้างผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สิน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.facebook.com/bangkokbiznews


Posted

in

by

Tags:

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *