ผลตรวจเลือดปกติแต่ทำไมยังเพลียเหมือนร่างจะพัง?เจาะลึกช่องว่างที่ใบผลตรวจไม่ได้บอกคุณ!

เคยไหมครับ? มีอาการอ่อนเพลียเรื้อรังนอนเท่าไหร่ก็ไม่หายตื่นตอนเช้าสมองตื้อคิดอะไรไม่ออกแถมช่วงนี้น้ำหนักยังขึ้นง่ายอ้วนง่ายขึ้นผิดปกติจนน่าใจหายแต่พอตัดสินใจไปเจาะเลือดตรวจสุขภาพชุดใหญ่ไฟกะพริบที่โรงพยาบาลผลตรวจกลับระบุว่าทุกอย่างปกติดีทุกค่ากลับบ้านได้ถ้าคำว่าปกติแปลว่าร่างกายเราดีจริงแล้วทำไมเรายังรู้สึกแย่ลงทุกวัน? ความจริงที่หลายคนไม่รู้ก็คือมันมีเส้นแบ่งบางๆที่ซ่อนอยู่ระหว่าง “ค่าปกติในห้องแล็บ” กับ “ค่าที่ร่างกายทำงานได้ดีที่สุด” ซึ่งส่งผลต่อความฟิตของร่างกายเราโดยตรงครับไขความลับห้องแล็บค่าปกติ VS ค่าที่เหมาะสมที่สุดต่างกันอย่างไร?

  • ค่าปกติ (Normal Range) = แค่ยังไม่เป็นโรคเกณฑ์นี้คือค่าเฉลี่ยของประชากรทั่วไปตราบใดที่ค่าเลือดของคุณยังไม่พุ่งทะลุเกณฑ์จนถึงขั้นวิกฤต เช่น เป็นเบาหวานตับอักเสบเฉียบพลันหรือไตวายใบผลตรวจจะแสดงสัญลักษณ์สีเขียวว่าปกติทันทีในทางการแพทย์ชะลอวัยมักกล่าวว่าอวัยวะภายในบางอย่างอาจจะทำงานลดประสิทธิภาพลงไปแล้วเกินครึ่งแต่ผลเลือดในโรงพยาบาลทั่วไปจึงจะเริ่มแสดงตัวแดง
  • ค่าที่เหมาะสมที่สุด (Optimal Range) = ร่างกายฟิตสมบูรณ์ระดับเซลล์เกณฑ์นี้คือระดับของสารอาหารฮอร์โมนและสารบ่งชี้ในเลือดที่ช่วยให้อวัยวะต่างๆทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุดสมบูรณ์ที่สุดและช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกายได้ดีที่สุด

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดๆ หากตรวจพบว่าฮอร์โมนไทรอยด์หรือวิตามินดี 3 ของคุณมีค่าปริ่มอยู่ขอบล่างเกณฑ์ (เกือบตกขีดแดง) โรงพยาบาลทั่วไปจะวินิจฉัยว่ายังปกติแต่ในระดับเซลล์แล้วร่างกายของคุณเริ่มขาดแคลนพลังงานและกำลังประท้วงด้วยอาการอ่อนเพลียสมองเบลออารมณ์ดิ่งหรือระบบเผาผลาญพังไปเรียบร้อยแล้ว

ข้อมูลเพิ่มเติม 3 ตัวการลึกลับที่ทำให้เพลียร่างพังแม้ผลเลือดปกติ

หากผลตรวจเลือดพื้นฐาน เช่น ความเข้มข้นเลือด, ค่าตับ, ค่าไตปกติดีแต่อาการเพลียยังไม่หายทางการแพทย์เชิงฟังก์ชันแนะนำให้สืบค้นเพิ่มเติมใน 3 ส่วนนี้

  1. ภาวะต่อมหมวกไตล้า (Adrenal Fatigue / HPA Axis Dysfunction) เกิดจากความเครียดสะสมเรื้อรังทำให้การหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลที่ควบคุมพลังงานในตอนเช้าผิดเพี้ยนไปตื่นมาจึงไม่สดชื่นและอยากของหวาน
  2. ภาวะพร่องวิตามินและแร่ธาตุระดับเซลล์โดยเฉพาะกลุ่มวิตามินบี B , แมกนีเซียม , และโคเอนไซม์คิวเทน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นสำคัญในการสร้างพลังงานภายในโรงไฟฟ้าของเซลล์ (Mitocondria)
  3. ภาวะลำไส้รั่วและจุลินทรีย์เสียสมดุล (Gut Dysbiosis) ลำไส้ที่อักเสบจะส่งสัญญาณไปกวนการทำงานของสมองทำให้เกิดอาการสมองล้าและเพลียได้เช่นกัน

คำแนะนำเพื่อกู้ร่างพังเปลี่ยนจากรอรักษา เป็นเชิงรุกก่อนเกิดโรค

เราไม่จำเป็นต้องรอให้ร่างกายทรุดหนักจนกลายเป็นโรคแล้วค่อยตามรักษาแต่เราสามารถเข้ามาเช็กระบบภายในและปรับสมดุลตั้งแต่วันนี้ด้วยวิธีง่ายๆครับ

  • 1. สังเกตและบันทึกอาการตนเองอาการเหนื่อยล้าบวมน้ำหรือสมองตื้อเป็นสัญญาณเตือนที่มีความแม่นยำสูงกว่าตัวเลขบนกระดาษแล็บทั่วไปอย่าละเลยสัญญาณเหล่านี้
  • 2. เลือกตรวจลึกระดับฟังก์ชันหากมีกำลังและต้องการแก้ไขให้ตรงจุดอาจพิจารณาตรวจเพิ่มเกี่ยวกับระดับวิตามินดีและบี, ระดับฮอร์โมนต่อมหมวกไตแฝง,และสัดส่วนฮอร์โมนไทรอยด์เชิงลึกเพื่อหาค่า Optimal Range ส่วนบุคคล
  • 3. ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์แบบเร่งด่วนเน้นทานอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน โปรตีนสะอาดนอนหลับพักผ่อนให้มีคุณภาพ (Deep Sleep) ก่อนเที่ยงคืนและจัดการความเครียดเพื่อช่วยให้ต่อมหมวกไตและระบบฮอร์โมนค่อยๆฟื้นฟูกลับมาฟิตเต็มร้อยอีกครั้ง

อย่าปล่อยให้คำว่าปกติบนใบตรวจสุขภาพมาหลอกคุณถ้าอวัยวะภายในกำลังร้องขอความช่วยเหลือผ่านอาการอ่อนเพลียครับ!


Posted

in

by

Tags:

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *