
รายงาน State of Workplace Mental Health ประจำปี 2024 จาก Mind Share Partners เปิดเผยข้อมูลที่สะท้อนความท้าทายด้านสุขภาพจิตในองค์กรอย่างชัดเจน โดยพบว่าผู้จัดการและผู้บริหารมีแนวโน้มสุขภาพจิตทรุดลงมากกว่าพนักงานทั่วไป
ข้อมูลสำคัญจากรายงาน
- ผู้บริหารระดับ C-suite 1 ใน 3 กล่าวว่าแทบจะไม่มีเวลาหรือความสามารถในการดูแลสุขภาพจิตของตนเอง
- 2 ใน 3 ของผู้บริหาร เคยคิดถึงการลาออกจากตำแหน่งในปีที่ผ่านมา
- จากการสำรวจพนักงานประจำและพาร์ทไทม์กว่า 1,500 คนในสหรัฐอเมริกา (ธ.ค. 2023 – ม.ค. 2024) พบว่ามากกว่าครึ่งของพนักงานทุกระดับเคยมีปัญหาสุขภาพจิต เช่น วิตกกังวลเหนื่อยหน่ายและภาวะซึมเศร้า
ความคาดหวังที่เปลี่ยนไปหลังโรคระบาด
แม้ปัญหาสุขภาพจิตในที่ทำงานไม่ใช่เรื่องใหม่แต่รายงานระบุว่าพนักงานคาดหวังให้ที่ทำงานใส่ใจด้านจิตใจมากขึ้น
- 86% ของพนักงานเห็นว่าสุขภาพจิตควรเป็นเรื่องสำคัญขององค์กร
- แต่กว่า 60% รู้สึกว่าองค์กรยังไม่ให้ความสำคัญเพียงพอ
ผลกระทบต่อการรักษาพนักงาน
การละเลยสุขภาพจิตอาจทำให้องค์กรเสียพนักงานที่มีคุณภาพ
- เกือบ 1 ใน 2 ของพนักงานเคยลาออกจากงาน เนื่องจากปัญหาสุขภาพจิต
- 57% กำลังพิจารณาลาออกในอนาคตด้วยเหตุผลเดียวกัน
แนวทางการสนับสนุนสุขภาพจิตในที่ทำงาน
รายงานแนะนำให้บริษัทดำเนินมาตรการหลายด้านเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพจิต เช่น
- สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนความเป็นอยู่ทางจิต
- ฝึกอบรมผู้จัดการให้สามารถสนับสนุนทีมด้วยความเข้าใจ
- วัดผลสุขภาพจิตของพนักงานอย่างสม่ำเสมอ
- ให้ผู้บริหารเป็นแบบอย่างในการดูแลสุขภาพจิต
- แม้ว่าบริษัทหลายแห่งเริ่มจัด วันหยุดสุขภาพจิต หรือมี โปรแกรมสนับสนุนพนักงาน (EAP) แต่ความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องเกิดจากวัฒนธรรมองค์กรโดยรวมไม่ใช่แค่กิจกรรมเฉพาะกิจ
สรุป
การพัฒนาสุขภาพจิตในที่ทำงานต้องอาศัย การปรับเปลี่ยนทั้งระดับองค์กร วัฒนธรรมและผู้นำไม่ใช่แค่แคมเปญหรือคำพูดดูดี การสร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนความเป็นอยู่ทางจิตใจอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้พนักงานทุกระดับทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงการลาออก
Leave a Reply