
โรคอ้วน นอกจากจะทำให้คุณสูญเสียความมั่นใจแล้วยังเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคแทรกซ้อนตามมามากมาย ส่งผลเสียทั้งสุขภาพและการดำเนินชีวิตการผ่าตัดเพื่อลดน้ำหนัก (bariatric surgery) เป็นหนึ่งในวิธีการลดน้ำหนักที่ได้รับการยอมรับและเป็นมาตรฐานในการรักษาโรคอ้วนรวมถึงโรคแทรกซ้อนจากความอ้วนต่างๆการผ่าตัดมีหลายวิธีขึ้นกับความเหมาะสมในแต่ละบุคคลโดยทุกวิธีจะเป็นการผ่าตัดผ่านกล้องแผลมีขนาดเล็กผู้ป่วยฟื้นตัวไว้ สามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติได้ในเวลาอันสั้น รวมถึงลดผลแทรกซ้อนจากการผ่าตัดแผลใหญ่ได้มากโรคอ้วนคืออะไร?คำนิยามของโรคอ้วน คือ ภาวะที่มีการสะสมของสัดส่วนไขมันในร่างกายมากผิดปกติ การวินิจฉัยโรคอ้วนโดยการวัดอัตราส่วนไขมันนั้นจะแม่นยำแต่ทำได้ยากกว่าทางองค์การอนามัยโลกจึงใช้ ค่าดัชนีมวลกาย (Body mass index: BMI) เป็นตัวกำหนดโดยสำหรับชาวเอเชีย ถ้าค่า BMI > 25 kg/m² ถือว่าเป็นโรคอ้วน และ ถ้า >30 kg/m² ถือว่าเป็นโรคอ้วนรุนแรง (ระดับ2) ดัชนีมวลกายเท่าไหร่? เรียกว่า “อ้วน”
ค่าดัชนีมวลกาย หรือ BMI (Body Mass Index) คือ ตัวชี้วัดมาตรฐานแสดงสภาวะความสมดุลของร่างกาย คำนวณโดยใช้สูตร “ดัชนีมวลกาย (BMI) = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) / ส่วนสูง (เมตร) x ส่วนสูง (เมตร)” หากดัชนีมวลกาย (BMI) เกินกว่า 25 kg/m² ถือว่าเข้าสู่ภาวะโรคอ้วน (Obesity) จำเป็นต้องมีการลดน้ำหนัก ควบคุมปริมาณ น้ำตาล คาร์โบไฮเดรต และไขมัน เพื่อป้องกันการเกิดโรคเรื้อรัง และโรคแทรกซ้อนตามมาปัจจุบันวิถีการดำเนินชีวิตมีความเร่งรีบ การเลือกทานอาหารลดน้อยลง ตามสถิติขององค์การอนามัยโลกคนไทยเกือบ 1 ใน 3 มีน้ำหนักตัวมากจนเป็นโรคอ้วนแล้ว เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคอาเซียนรองจากมาเลเซีย ส่วนประเทศที่ประชากรเฉลี่ยอ้วนที่สุดในโลกคือ สหรัฐอเมริกาและจีน เมื่อไรควร “ผ่าตัด” ? ผู้ที่มีภาวะอ้วน ต้องเผชิญกับการลดน้ำหนัก บางคนมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนไม่สามารถควบคุมน้ำหนักตัวขึ้นได้จนเป็นปัญหาต่อสุขภาพ การผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนักเป็นอีกตัวช่วยหนึ่งสำหรับผู้ที่มีภาวะอ้วนที่เป็นโรค ซึ่งคุณสมบัติ ข้อแนะนำในการรักษา มีดังนี้ ผู้รับบริการควรต้องมี อายุ 18-65 ปี สำหรับอายุนอกเหนือจากนี้ ควรปรึกษาแพทย์พิจารณาในรายละเอียด มีข้อบ่งชี้ดังต่อไปนี้ มีดัชนีมวลกาย(BMI) 37.5 kg/m² ขึ้นไป มีดัชนีมวลกาย(BMI) 32.5 kg/m² ขึ้นไป มีโรคร่วมและมีอาการข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ เบาหวานชนิดที่2 (Diabetes Mellitus Type2) ความดันโลหิตสูง (Hypertension) ภาวะไขมันในเลือดสูง (Dyslipidemia or Hyperlipidemia) ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (obstructive sleep apnea :OSA) ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (Polycystic Ovary Syndrome: PCOS) โรคไขมันพอกตับ (Non-alcoholic Fatty Liver Disease :NAFLD) / โรคตับคั่งไขมันที่มีภาวะตับอักเสบ (Non-alcoholic steatohepatitis :NASH) โรคหัวใจ และหลอดเลือด (Cardiovascular diseases) ภาวะหัวใจล้มเหลว (Congestive Heart Failure) ภาวะหลอดเลือดดำบกพร่องเรื้อรัง (Chronic Venous Insufficiency :CVI) โรคหลอดเลือดสมอง (CVD) น้ำหนักผิดปกติจากผลของฮอร์โมน น้ำหนักผิดปกติที่เกิดจากโรคกล้ามเนื้อและกระดูก ผู้ที่ควบคุมเบาหวานไม่ได้ และมีค่าดัชนีมวลกาย 30.0 kg/m² ขึ้นไป โดยทั้งสองกรณี ผู้รับบริการได้พยายามควบคุมอย่างเต็มที่แล้วโดยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านอายุรกรรมต่อมไร้ท่อและโภชนาการ แต่ไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย หลังจากการผ่าตัดต้องมีการปรับพฤติกรรม และการควบคุมปริมาณอาหารทานให้เหมาะสมต่อความต้องการของร่างกาย โดยการแนะนำจากทีมแพทย์เฉพาะทางเพื่อส่งผลให้การผ่าตัดมีประสิทธิภาพและฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็วโรคอ้วนรักษาอย่างไร? โดยทั่วไปแล้วโรคอ้วนมักขึ้นอยู่กับวิถีการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคล ทั้งด้านพฤติกรรมการรับประทานอาหาร และการใช้ชีวิตประจำวันที่ส่งผลต่อระบบเผาผลาญในร่างกาย ซึ่งหลักๆแล้วโรคอ้วนสามารถรักษาได้ดังนี้ 1.การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (Weight management:Lift style and Behavior modification,Medical treatment) เป็นการจัดการน้ำหนักโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทั้งเทคนิคกระบวนการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต และด้านโภชณาการที่มีส่วนช่วยในการลดน้ำหนัก ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ส่งเสริมการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพและการออกกำลังกาย 2.การรักษาโดยยา (Medical Treatment)ปัจจุบันยาที่ได้รับการรับรองว่าสามารถใช้ช่วยลดน้ำหนักได้ มีหลายชนิด โดยกลุ่มที่ได้รับการยอมรับว่าสามารถช่วยลดน้ำหนักได้ โดยที่ผลข้างเคียงน้อยกว่ากลุ่มอื่นและเป็นที่นิยมได้แก่ ยากลุ่ม GLP1 Agonist ซึ่งจะช่วยเพิ่มประวิทธิภาพการทำงานของฮอ์โมนความอิ่ม ลดระยะเวลาการย่อยอาหารทำให้ผู้ใช้รู้สึกอิ่มนานขึ้น ความอยากอาหารลดลง ทั้งนี้ควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนจากยา
3.วิธีการผ่าตัด Bariatric Surgery เป็นการผ่าตัดเพื่อลดน้ำหนัก ก่อนที่จะพิจารณาการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรึกษาและอยู่ในความดูแลของทีมแพทย์เฉพาะทาง เพื่อลดความเสี่ยงและพิจารณาเลือกการรักษาที่เหมาะสมเฉพาะตัวบุคคล การผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักแบบส่องกล้องมี 3 วิธีหลักผ่าตัดแบบสลีฟ (Sleeve gastrectomy) เป็นการผ่าตัดที่ทำมากที่สุด ความซับซ้อนน้อยกว่าวิธีอื่น โดยการใช้อุปกรณ์ตัดเย็บแบบพิเศษ ทำการตัดแต่งกระเพาะให้เรียวตรงให้เหลือประมาณ 15-20% ส่งผลให้ลดฮอร์โมนความอยากอาหาร (Ghrelin) ทำให้ทานได้น้อยลง ผู้ป่วยจะหิวลดลงอย่างชัดเจน ร่วมกับทานได้น้อยลง จึงทำให้สามารถลดน้ำหนักส่วนเกินได้ถึง 60-70% ภายใน 1 ปีหลังผ่าตัด โอกาสเกิดภาวะขาดสารอาหาร แร่ธาตุ วิตามินต่าง ๆ มีน้อยกว่าผ่าตัดแบบอื่นๆ ผ่าตัดแบบบายพาส (Gastric bypass) เป็นการผ่าตัดที่มีความซับซ้อนขึ้น โดยการผ่าตัดกระเพาะให้เป็นกระเปาะ ประมาณ 25-30 ซีซี ร่วมกับการผ่าตัดบายพาสลำไส้เล็ก หลังผ่าตัดจะสามารถช่วยเพิ่มระดับการทำงานของ “ฮอร์โมนความอิ่ม” ลดความหิว ทานได้น้อยลง และลดการดูดซึมอาหาร สามารถลดน้ำหนักส่วนเกินได้ถึง 70-80% ซึ่งเหมาะกับคนไข้ที่เป็นโรคเบาหวานรุนแรง วิธีนี้สามารถช่วยเรื่องเบาหวานได้ดีกว่าวิธีแรก และผลลัพธ์ดีในผู้ป่วยอ้วนที่มีภาวะโรคกรดไหลย้อน แต่โอกาสเกิดภาวะ ขาดวิตามิน แร่ธาตุ มีมากกว่า โดยเฉพาะวิตามิน B12 ซึ่งจำเป็นต้องรับวิตามินเสริมต่อเนื่องทุก 6-12 เดือนผ่าตัดแบบสลีฟพลัส (Sleeve gastrectomy Plus) เป็นวิธีการผ่าตัดที่พัฒนามาจากการผ่าตัดแบบสลีฟ (Sleeve gastrectomy) และการผ่าตัดแบบบายพาสลำไส้เล็กให้ระยะดูดซึมสารอาหารสั้นลง ซึ่งผลลัพธ์สามารถลดน้ำหนักส่วนเกินได้ถึง 70-80% และผลลัพธ์การช่วยในโรคเบาหวานดีเทียบเท่าแบบบายพาสโดยวิธีสลีฟพลัสนี้ จะแบ่งเป็นวิธีย่อยๆที่แตกต่างกันได้อีกหลายวิธีตามความเหมาะสมของคนไข้การผ่าตัดกระเพาะเหมาะกับใคร? สำหรับการผ่าตัดกระเพาะอาจไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะกับทุกคน ผู้ป่วยควรพบแพทย์เพื่อปรึกษาอย่างละเอียดเพื่อเทียบประโยชน์ที่จะได้รับ กับความเสี่ยงของการผ่าตัดรวมถึงตรวจร่างกาย เพื่อดูความพร้อมของสภาพร่างกายในแต่ละบุคคล สามารถประเมินเบื้องต้นจากค่าดัชนีมวลกาย (BMI) คือ ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) >32.5 kg/m² ร่วมกับมีโรคประจำตัวเกี่ยวกับโรคอ้วน เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น และค่าดัชนีมวลกาย (BMI) >37.5 kg/m² เหล่านี้ เข้าเกณฑ์ที่แนะนำว่าสามารถผ่าตัดได้ กรณีอื่นๆสามารถปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญได้เช่นกัน ผลข้างเคียงที่อาจเกิดหลังการผ่าตัดกระเพาะ ภาวะแทรกซ้อน ที่อาจเกิดขึ้นได้ตามอายุและโรคประจำตัวของผู้ป่วยในผู้ป่วยโรคอ้วน ผู้ป่วยที่น้ำหนักมาก, โรคประจำตัวมาก หรือเคยผ่าตัดช่องท้องมาก่อนก็จะมีความเสี่ยงจากการผ่าตัดมากขึ้น ภาวะการขาดวิตามิน เกลือแร่ เนื่องจากการผ่าตัดกระเพาะทำให้ผู้ป่วยทานอาหารน้อยลง ส่งผลให้ร่างกายได้รับวิตามินและแร่ธาตุในปริมาณน้อยลงด้วย ฉะนั้นผู้ป่วยต้องได้รับวิตามิน แร่ธาตุบางชนิดทดแทนต่อเนื่อง แต่ในภาพรวม จากน้ำหนักที่ลดลง การดีขึ้นของโรคแทรกซ้อนจากความอ้วน การทานวิตามินทดแทนนั้น อาจคุ้มค่ากว่าการที่ต้องทานยารักษาโรคต่างๆ หรือฉีดยา เช่น ยาความดัน ยาเบาหวาน ยาไขมันไปตลอดชีวิต การผ่าตัดมีความเสี่ยงไหม?ความเสี่ยงจากการผ่าตัดอาจเกิดขึ้น เช่น การติดเชื้อ ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคประจำตัวการรั่วซึม ภาะวะเลือดออกจากบริเวณจุดตัดต่อ เป็นต้น โดยโอกาสเกิดผลแทรกซ้อนมีไม่มาก (น้อยกว่า 1-3%) เมื่อเทียบกับผลลัพธ์โอกาสการหายจากโรคอ้วนและโรคแทรกซ้อน (มากกว่า 70-80%) รวมถึงคุณภาพชีวีิตที่ดีขึ้นเพื่อลดโอากาสการเกิดผลแทรกซ้อนให้น้อยที่สุด ผู้ป่วยจะได้รับการผ่าตัดด้วยทีมศัลยแพทย์เฉพาะทางการผ่าตัดโรคอ้วน 2 คน ร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพ เป็นการผ่าตัดแบบส่องกล้องแผลเล็ก ใช้อุปกรณ์ที่มีมาตรฐาน มีความแม่นยำสูง มีการเตรียมคนไข้ก่อนผ่าตัดโดยทีมอายุรแพทย์ วิสัญญีแพทย์ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนทำให้การผ่าตัดมีประสิทธิภาพส่งผลให้การรักษาเป็นไปได้ด้วยดี
ขอบคุณข้อมูลจาก :https://www.princsuvarnabhumi.com/
Leave a Reply