
กรมอนามัยแจ้งให้กลุ่มเสี่ยง หลีกเลี่ยงการสัมผัสฝุ่น และดูแลป้องกันตนเองเป็นพิเศษโดยแนะนำหากมีอาการเลือดกำเดาไหลให้ก้มหน้าลง และให้ใช้นิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือ บีบปีกจมูกทั้งสองข้างให้แน่นเป็นเวลา 5 – 10 นาที ให้หายใจทางปากแทน เพื่อกดบริเวณด้านหน้าของผนังกั้นช่องจมูก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีเลือดออกบ่อยที่สุด อาจใช้น้ำแข็ง หรือผ้าเย็นประคบบริเวณจมูกด้านนอก ถ้ามีเลือดไหลลงคอ ให้บ้วนใส่ภาชนะเพื่อประเมินจำนวนเลือด และป้องกันการอาเจียน ถ้าเลือดยังไหลไม่หยุดหรือมีอาการหน้ามืดเป็นลม ควรรีบไปพบแพทย์ทันที นพ.อรรถพล แก้วสัมฤทธิ์ รองอธิบดีกรมอนามัย ระบุว่า จากการเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพตนเองผ่านระบบ 4HealthPM2.5 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่มีอาการคัดจมูก แสบจมูก และแสบตา สำหรับบางรายอาจมีอาการเลือดกำเดาไหลในช่วงที่ฝุ่นละอองสูงได้ เนื่องจากฝุ่นละอองอาจเป็นปัจจัยที่ไปกระตุ้นทำให้เกิดอาการอักเสบในเยื่อบุจมูกเมื่อสัมผัสกับฝุ่นก็จะไปกระตุ้นให้โรคกำเริบ ทำให้เกิดการอักเสบ และทำให้เลือดฝอยบริเวณจมูกมีการอักเสบแตกง่ายจนกลายเป็นเลือดออกจมูกหรือเลือดกำเดาไหล โดยมักจะเกิดในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคภูมิแพ้ หอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งมีความไวต่อการเกิดโรค อย่างไรก็ดี อาจมีปัจจัยอื่นได้เช่นเดียวกัน เช่น โรคภูมิแพ้ ไข้หวัด เป็นต้น โดยจากข้อมูลการเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพตนเองผ่านระบบ 4HealthPM2.5 พบว่า กลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไป 0.5% มีอาการเลือดกำเดาไหล และมักจะมีโรคประจำตัวร่วมด้วยกรมอนามัยขอแนะนำให้กลุ่มเสี่ยงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสฝุ่นและดูแลป้องกันตนเองเป็นพิเศษ หากต้องออกนอกอาคาร ให้สวมหน้ากากป้องกันฝุ่นและรีบกลับเข้ามาในอาคารทันทีเมื่อเสร็จภารกิจ และขอความร่วมมือลดการก่อฝุ่นละอองโดยไม่เผาขยะ เผาการเกษตร ทั้งนี้ ประชาชนและกลุ่มเสี่ยงสามารถประเมินอาการตนเองและรับคำแนะนำเบื้องต้นได้ที่ 4HealthPM2.5
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : https://www.facebook.com/realconsultation
Leave a Reply